TNN online ฤดูหนาวอาบ-ว่ายน้ำเย็นเจี๊ยบ หมอธีระวัฒน์ตอบให้ดีหรือไม่?

TNN ONLINE

Health

ฤดูหนาวอาบ-ว่ายน้ำเย็นเจี๊ยบ หมอธีระวัฒน์ตอบให้ดีหรือไม่?

ฤดูหนาวอาบ-ว่ายน้ำเย็นเจี๊ยบ หมอธีระวัฒน์ตอบให้ดีหรือไม่?

“หมอธีระวัฒน์” ตอบให้อาบ-ว่ายน้ำเย็นเจี๊ยบ ดีต่อสุขภาพหรือไม่ ส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

วันนี้ ( 2 ม.ค. 65 )ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอธีระวัฒน์” ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับอาบน้ำเย็นโดยระบุว่า “ดีมั้ย.. อาบหรือว่ายน้ำเย็นเจี๊ยบ”

ความเชื่อ ไปจนกระทั่งถึงประเพณี ประพฤติ ปฏิบัติ การแช่น้ำเย็นเจี๊ยบ หรือแช่น้ำแข็งมีมานานแล้ว และมีในรูปแบบต่างๆ เช่น ในประเทศหนาว โดยเฉพาะในฤดูหนาวมี การว่ายน้ำเย็นจัด ถึงขนาดที่เปิดแผ่นน้ำแข็งและลงไปว่ายในน้ำ และมีสมาคมนานาชาติยกตัวอย่างเช่น international ice swimming association หรือ international winter swimming association โดยในแต่ละสมาคม ก็จะมีการกำหนดให้ว่ายในน้ำที่อุณหภูมิ

-2 ถึง 2 องศา หรือ ในระหว่างอุณหภูมิ 2.1 ถึง 5 องศาหรือ 5.1 ถึง 9 องศาเป็นต้น

การว่ายในน้ำแข็งหรือน้ำเย็นเฉียบเจี๊ยบ เช่นนี้ เปรียบเสมือนเป็นการท้าทายร่างกาย ให้มีการปรับเปลี่ยนตัวให้ได้ ซึ่งรวมถึงทุกอวัยวะและสมอง ในการปรับให้มีการรักษาสมดุลความร้อนในร่างกาย

โดยที่ร่างกายมีระบบควบคุมการระบายหรือ สร้าง และเก็บความร้อน เช่น ทางผิวหนังซึ่งจะเชื่อมโยงกับเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นไขมันและมีการยืดหดตามความเหมาะสม แต่ในร่างกายส่วนที่อ่อนบางเช่นมือ เท้า จมูกและใบหูจะมีกลุ่มเส้นเลือดอีกชนิดที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงถูกกระทบได้ง่ายเมื่อเจอกับความเย็น

กลไกอื่นๆ คือการสั่นสะท้าน (shivering) ซึ่งเป็นการสร้างความร้อนขึ้นอีก โดยมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกายผ่านทางการควบคุมอุณหภูมิในสมองที่เหมือนกับเครื่องเทอร์โมสแตท (thermostat) ในสมอง ส่วนไฮโปธาลามัส (hypothalamus)

ไขมันสีน้ำตาล (brown adipose tissue) เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สร้างความร้อน ทั้งนี้ เนื่องจากไขมันน้ำตาลนี้ มีจำนวนของอนุภาคไมโตคอนเดรีย (mitochondria) มากมาย ดังนั้นสามารถสร้างความร้อน โดยมีการเผาผลาญไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์ (ผ่าน uncoupling mitochondrial electron transport และ noradrenaline -induced membrane depolarization and sodium pumping)

การควบคุม ความร้อนในตัวที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิเย็น ยังขึ้นอยู่กับ เพศ อายุและอาจมีบทบาททางด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

มีรายงานผลต่อสุขภาพ เมื่อเผชิญความเย็นเจี๊ยบ ในวารสาร international journal of circumpolar health เดือน ตุลาคม 2022 และเป็นการวิเคราะห์จากรายงาน 728 ชิ้นคัดเลือกจนกระทั่งเหลือ 104 ชิ้น ที่มีความสมบูรณ์และเหมาะสมในผลกระทบต่อสุขภาพ

โดย มีการลดลง ของอัตราส่วนระหว่าง ApoB (ตัวไม่ดี) และ ApoA1 (ตัวดี) ปริมาณของ homocysteine ลดลง (หมายความว่าดี) ตลอดจนระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลในเลือด ระดับอินซูลินและระดับของอันตรายจาก oxidative stress ลดลง

ในขณะเดียวกัน มีการเพิ่มของระดับฮอร์โมนหลายตัวของต่อมไธรอยด์ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบภูมิคุ้มกันในส่วนของ T cell รวมทั้ง cytokines และการตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น เป็นต้น

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น รวมทั้งกลไกในการเผาผลาญไขมัน และการหายใจในขณะที่มีการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่สามารถสรุป เป็นกลไกทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เต็มที่ เพียงแต่อาจมีข้อสนับสนุนของประโยชน์ที่จะได้รับ จากการเข้าไป กระโจน ว่าย อาบ ดำในน้ำ เย็นเจี๊ยบ โดยควรต้องมีข้อระวังผลร้ายต่อสุขภาพที่ทำให้ร่างกายเย็นชืด (hypothermia) โดยต้องประเมินตัวเองก่อน

โดยที่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ ได้ให้คำแนะนำว่า ถ้าจะเริ่ม น้ำเย็นแบบนี้ ลองเริ่มจากการอาบน้ำไม่ร้อน และในเมืองหนาว ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงเรื่อย ๆ เป็นเวลา 30 ถึง 60 วินาที จนชิน และมีความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องวอร์มอัพก่อน หรือเมื่อออกกำลังกายหนักแล้วตรงเข้าอาบน้ำเย็นเลย เมืองไทยเองคงยากนะครับ เพราะเป็นอาบน้ำอุ่นหรือร้อนอยู่แล้วจากน้ำก๊อก

เมื่อเริ่มอยู่ตัว ลองอาบน้ำโดยใส่น้ำแข็งเข้าไปปรับให้อุณหภูมิอยู่ที่ 10 ถึง 15 เซลเซียส ซึ่งวิธีนี้ นักกีฬาที่บาดเจ็บไม่ว่า เส้นเอ็น กระดูก ข้อ หรือกล้ามเนื้อ ต่างก็ใช้วิธีนี้มานานหรือในหนังที่เราดูหลายเรื่องก็มีการฟื้นฟูการบาดเจ็บโดยลงไปในอ่างอาบน้ำที่ใส่น้ำแข็ง

อ่านมาถึงตรงนี้ พวกเราอาจจะตั้งคำถามกับหมอว่า หมอเพิ่งพูดไปหยก ๆ ไม่ใช่หรือว่า ให้ไป…อบร้อนเซาน่า แล้วสมองใส ตอนนี้มีเรื่องอาบน้ำเย็นเจี๊ยบจนไปถึงอาบน้ำแข็ง

ทั้งหมดนี้อาจจะเรียกว่าเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กล่าวคือ ในเรื่องของการอบร้อนก็เป็นประเพณีประพฤติกันมาช้านาน เช่นกัน ในแถบนอร์เวย์ ญี่ปุ่น เอเชีย แต่กลไกทางวิทยาศาสตร์ ที่แต่แรกคิดว่าการเจอความร้อนขนาด 50 องศาเซลเซียส ควรจะเป็นการสร้างความเครียดให้กับโรงพลังงานของเซลล์ คือไมโตคอนเดรีย และทำให้กระทบระบบกำจัดขยะซึ่งเกิดจากโปรตีนจับตัวกันเป็นขยุ้มและเกิดเป็นพิษ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าความร้อนกลับทำให้ระบบนี้เก่งขึ้น และกลายเป็นคลี่ขยุ้มโปรตีนให้กลับเป็นของดีเอามาใช้ใหม่

 ทั้งนี้ อาจจะเป็นได้ในกรณีของความเย็นระดับที่ว่านี้ โดยอาศัยกลไกอย่างเดียวกันหรือคล้ายกัน

ในหลายประเทศหรือในออนเซ็นจะพบว่า เมื่ออบร้อน อาบหรือซาวน่าร้อนเต็มที่ จะมาจบอยู่ที่แช่น้ำเย็นจัด ซึ่งพวกเราหลายคนคงผ่านมาแล้วและรู้สึกกระชุ่มกระช่วยขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

ที่นำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ เพื่อความรู้ความเข้าใจและน่าจะมีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพโดยไม่ได้พึ่งยาเป็นหลัก ครับ


ข้อมูลจาก : ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ภาพจาก  : AFP

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง