ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก 2020-21 สัปดาห์ที่ 24 เลสเตอร์ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

TNN ONLINE

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก 2020-21 สัปดาห์ที่ 24 เลสเตอร์ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซัดพา ลิเวอร์พูล นำก่อนแต่จบไม่ลง โดน เลสเตอร์ ซิตี้ ยิงรัว 3 ลูก ภายใน 6 นาที พลิกชนะ 3-1 ทำให้ "จิ้งจอกน้ำเงิน" ขยับแซง แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นรั้งที่ 2 ชั่วคราว เก็บได้ 46 แต้ม ด้าน "หงส์แดง" พ่าย 3 นัดติดต่อกันในลีก คงอยู่ที่ 4 มี 40 คะแนนตามเดิม ในศึกรีเมียร์ลีก วันเสาร์ที่ 13 ก.พ. 64

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมตช์เดย์ 24 "จิ้งจอกน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ลงทำการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 13 ก.พ. 64


ครึ่งเวลาแรก

เริ่มเกมมาในนาทีที่ 11 เจ้าบ้านได้โอกาส จากจังหวะที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ หยอดบอลขึ้นหน้าไปให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ตวัดยิง แต่โด่งเหินข้ามคานออกหลังไป

นาทีที่ 17 ทีมเยือนได้ลูกเตะมุม แล้วผู้เล่นของ เลสเตอร์ โหม่งสกัดมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ง้างเท้ายิงด้วยซ้าย แต่ไม่เข้ากรอบ

ต่อมาในนาทีที่ 20 ลิเวอร์พูล โต้กลับเร็ว โดย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไหลบอลให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เหมือนกึ่งยิงกึ่งเปิด แล้วไปแฉลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่ออกมาป้องกัน บอลผ่านหน้าปากประตูไป ก่อนที่ ซาดิโอ มาเน่ จะพยายามวิ่งเข้ามาซ้ำ แต่ก็จิ้มไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 26 ทีมเยือนสวนกลับ โดย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ส่งบอลให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายต่อไปยัง โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ ได้ซัด แต่มุมแคบเกินไป ทำให้ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟเอาไว้ได้

ถัดมาในนาทีที่ 30 เลสเตอร์ ได้ลูกเตะมุม เปิดโดย เจมส์ แมดดิสัน แล้วเป็น วิลฟรีด เอ็นดิดี้ ที่ขึ้นโขก แต่ก็ไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 36 เจ้าถิ่นได้ลุ้น จากการที่ ริคาร์โด้ เปเรยร่า ผ่านบอลให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ได้โยกบอลเข้าไปตรงกลางถึง เจมี่ วาร์ดี้ ขึ้นโหม่ง แต่ไม่ผ่านมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ รับเอาไว้ได้

ต่อมาในนาทีที่ 39 ลิเวอร์พูล ทำเกมรุกขึ้นมา โดย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เคาะบอลให้ โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ ไหลออกข้างไปยัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ได้ลองส่องไกล แต่บอลไปแฉลบ แดเนียล อมาร์ตีย์ หลุดออกหลังไปอีก

นาทีที่ 42 เลสเตอร์ มีโอกาส จากจังหวะที่ เจมส์ แมดดิสัน เปิดบอลขึ้นหน้าไป แล้ว โอซาน คาบัค ลื่นล้มลง ทำให้บอลเลยไปถึง เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเดี่ยวแล้วซัดด้วยขวาเต็มข้อ แต่ยิงไปชนคานอย่างจัง ทำให้ชวดได้ประตูออกนำอย่างน่าเสียดาย หลังจากนั้นหมดเวลาการแข่งขันครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0


ครึ่งเวลาหลัง

กลับมาสู่เกมครึ่งหลัง ในนาทีที่ 51 ทีมเยือนได้โอกาส จากการที่ เคอร์ติส โจนส์ ส่งบอลให้ ซาดิโอ มาเน่ จ่ายออกข้างให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ได้ซัด แต่ก็โด่งข้ามคานออกไป

นาทีที่ 57 ลิเวอร์พูล ได้ลูกฟรีคิก โดยเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่รับหน้าที่ปั่น บอลโค้งเกือบเสียบสามเหลี่ยม แต่ไปชนคานเต็มๆ ทำให้ทีมเยือนอดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

ต่อมาในนาทีที่ 62 ลิเวอร์พูล ได้ลูกเตะมุม เปิดโดย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โยนย้อยเข้าไปในกรอบ แล้วเป็น โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ ที่ขึ้นโขก แต่ก็ไปแฉลบผู้เล่น เลสเตอร์ หลุดเสาแรกออกหลังไป

นาทีที่ 67 ทีมเยือนทำเกมรุกอย่างต่อเนื่อง แล้วเป็น โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ ตอกส้นกลับคืนให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ยิงด้วยซ้ายแบบเน้นๆ ส่งบอลผ่านมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าประตูไป พา ลิเวอร์พูล บุกนำ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0

ถัดมาในนาทีที่ 77 ติอาโก้ อัลคันทาร่า ไปทำฟาวล์ใส่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ล้มลงตรงเส้นเขตโทษ แล้วผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมทันที ก่อนจะรอคำยืนยันจากห้องวีเออาร์ แล้วชี้ว่าเป็นการฟาวล์นอกกรอบ ไม่ได้จุดโทษ แต่เป็นแค่ลูกฟรีคิกของ เลสเตอร์

จากนั้นในนาทีที่ 79 เจ้าถิ่นเตะลูกฟรีคิก โดย เจมส์ แมดดิสัน รับหน้าที่ปั่นบอลเข้าประตูไป แต่ผู้ตัดสินต้องรอคำยืนยันจากห้องวีเออาร์อีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่า จะเป็นการล้ำหน้าหรือไม่ ก่อนจะชี้ให้ประตูกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ตามตีเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1

นาทีที่ 81 เจ้าถิ่นโต้กลับเร็ว ด้วยการโยนบอลขึ้นหน้า แล้ว โอซาน คาบัค สกัดบอลไม่ดีไม่เข้าใจกับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ออกมาป้องกัน ทำให้บอลไปเข้าทาง เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเดี่ยวเลี้ยงบอลขึ้นไปแล้วได้ยิงโล่งๆ ไม่เหลือ เลสเตอร์ ซิตี้ แซง ลิเวอร์พูล 2-1

ต่อมาในาทีที่ 85 เจ้าบ้านตัดเกมได้จากแดนกลาง ก่อนที่ วิลฟรีด เอ็นดิดี้ จะจ่ายทะลุช่องให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ได้กระชากบอลขึ้นหน้าไปแล้วแปด้วยเท้าขวา ส่งบอลตุงตาข่าย เลสเตอร์ ซิตี้ หนี ลิเวอร์พูล 3-1

หลังจากนั้นไม่มีทีมใดทำประตูได้ หมดเวลาการแข่งขัน เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเสมอ ลิเวอร์พูล 3-1 ทำให้ "จิ้งจอกน้ำเงิน" ขยับแซง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นรั้งที่ 2 ชั่วคราว เก็บได้ 46 แต้ม ด้าน "หงส์แดง" คงอยู่ที่ 4 มี 40 คะแนนตามเดิม


11 คนแรกที่ลงสนามเป็นตัวจริง

เลสเตอร์ ซิตี้ ระบบ (3-4-2-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ; แดเนียล อมาร์ตีย์, จอนนี่ อีแวนส์, คลาการ์ โซยุนคู ; ริคาร์โด้ เปเรยร่า, ยูริ ตีเลอมันส์, วิลฟรีด เอ็นดิดี้, มาร์ค อัลไบรท์ตัน ; เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ; เจมี่ วาร์ดี้

ลิเวอร์พูล ระบบ (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ ; เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โอซาน คาบัค, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ; เจมส์ มิลเนอร์ (ติอาโก้ อัลคันทาร่า น.17), จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, เคอร์ติส โจนส์ ; โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง