TNN “ถอดบทเรียน” เกาหลีใต้ ซอฟต์พาวเวอร์ “ภาคประชาชน”

TNN

บันเทิง

“ถอดบทเรียน” เกาหลีใต้ ซอฟต์พาวเวอร์ “ภาคประชาชน”

“ถอดบทเรียน” เกาหลีใต้ ซอฟต์พาวเวอร์ “ภาคประชาชน”

ซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างจาก “ภาคประชาชน” โดยที่รัฐคอยหนุนเสริม อาจเป็นทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการที่รัฐออกนโยบายหรือยุทธศาสตร์ด้านนี้ “ด้วยตนเอง”

โดยปกตินั้น เรามักจะคิดกันไปว่า ในการประกอบสร้าง “ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)” มักต้องเป็นเรื่องของภาครัฐ เป็นผู้ประกาศให้เป็นนโยบาย หรือออกเป็นแคมเปญให้กระทำการ  


แต่จริง ๆ แล้ว ซอฟต์พาวเวอร์นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนคนธรรมดาสามัญสามารถที่จะ “สรรสร้าง” ขึ้นมาได้!


หลักการของแนวคิด


หากจะเข้าใจหลักการนี้ ต้องเริ่มต้นจากหนังสือ Agency Change: Diplomatic Action Beyond the State ได้มีข้อเสนอที่น่าสนใจ ที่ว่า “กระบวนการทำให้เรื่องทางการทูตมาจากเบื้องล่าง (Societization of Diplomacy)” คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “Agent” ในการก่อรูปมาจากประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ แล้ว “Structure” อย่างผู้มีอำนาจหรือหน่วยงานภาครัฐ ค่อยมาสนับสนุนต่ออีกทอดหนึ่ง


หรือกล่าวอย่างง่าย  ๆ นั่นคือ การที่จะประสบความสำเร็จทางการทูตได้นั้น ไม่ใช่ว่ารัฐเป็นฝ่าย “ออกนโยบาย” ฝ่ายเดียว เพราะรัฐอาจไม่ทราบว่า “ความต้องการที่แท้จริง” ของผู้คนที่อยากจะให้ตอบรับนโยบายนี้เป็นอย่างไร ดังนั้น จึงต้องอาศัย “ภาคประชาชน” ในการทำอะไรบางอย่างไปก่อน หากทำแล้ว “มีแนวโน้ม” ว่าจะได้ผล รัฐจึงค่อยเข้าไป “สนับสนุน” ในขั้นต่อไป เพื่อทำเป็นนโยบายทางการทูต


ตรงนี้ ทำให้คิดได้ว่า แท้จริงนั้น รัฐเองอาจไม่จำเป็นต้อง “รับบท” เป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์เสมอไป เพราะส่วนมาก เมื่อรัฐหยิบจับ “ทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power Resources)” มาทำเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ส่วนใหญ่แล้วคนมักเบือนหน้าหนีทั้งสิ้น


แม้แต่เกาหลีใต้ ประเทศที่เราเห็นว่าเป็นต้นแบบด้านนี้ จะเน้นบทบาท “สนับสนุน” ไม่ว่าเอกชนจะทำอะไร รัฐจะคอยหนุนอยู่ห่าง ๆ ทำแล้วดีก็ดีไป ทำแล้วไม่ดีก็เลิกหนุน ไปหนุนอย่างอื่นแทนที่


ดังที่เห็นได้จาก อุตสาหกรรมเคป็อป ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนที่ลงทุนก่อน และพอรัฐเห็นถึงศักยภาพ จึงค่อยออกนโยบายสนับสนุนในภายหลัง ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนเกื้อกูลกันอย่างไม่น่าเชื่อ


กระนั้น รัฐเองก็สามารถรับบทได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ความพยายามในการ “ส่งเสริม” ประชาชนในประเทศให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ หรือกระทั่งการเป็นคนกระทำการสร้างทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์ด้วยตนเอง 


เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Korean Association of Thai Studies : KATS) และนักวิจัยแห่งศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center : ISC) ได้เสนอไว้ในงานวิจัย  "ยุทธศาสตร์การทูตสาธารณะของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: บทเรียนและข้อเสนอแนะต่อไทย" ความว่า


“การมีส่วนร่วมของประชาชนพลเมืองในประเทศก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เกาหลีใต้มีความโดดเด่นมากกว่าญี่ปุ่นในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และวาระการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจทย์ใหม่ของสังคมเกาหลีใต้ที่คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถาม วิพากษ์ ท้าทายสภาวะสังคมการเมืองที่ดำรงอยู่”


ซึ่งการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ความรุ่มรวยที่เกิดขึ้น นั่นคือเรื่องของทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์ เพราะอย่าลืมว่า ในเรื่องของตลาด หรือการขายของ ที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ นั่นคือ การเรียกลูกค้าผ่านทั้งการโน้มน้าว ชักจูง สร้างความลงใจ หรือกระทั่งใช้เสน่ห์ ก็มีให้เห็นอย่างดาษดื่น


หรือก็คือ ประชาชนมีกระทำการตาม “แก่นแกน” ของซอฟต์พาวเวอร์ ได้ดีกว่ารัฐ ที่ส่วนมากจะเป็นไปและเคยชินในเรื่องของการใช้ฮาร์ดเพาเวอร์ ดังนั้น การหนุนประชาชน จึงเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างมาก หากต้องการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อย่างจริงจัง 


แนวทางการปฏิบัติ


กระนั้น สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง หากต้องการส่งเสริมแบบเกื้อหนุนกันในลักษณะ “ต่างตอบแทน” เช่นนี้ สิ่งแรกที่รัฐต้องทำ นั่นคือ “ข้างนอกข้างในต้องสอดคล้องกัน” หมายถึง หากรัฐต้องการให้ทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์เพื่อใช้กำหนดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ รัฐต้องไม่ไปขัดขวางหรือบ่อนทำลาย “ศักยภาพ” ทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์นั้น ๆ


อาทิ หากต้องการให้ “สตรีทฟู๊ด” เป็นทรัพยากรซอฟท์พาวเวอร์ของไทย รัฐก็จะต้องพยายามที่จะ “ผ่อนปรน” มาตรการการขายอาหารที่ทางเท้า หรือพยายามจัดสรรให้ค้าขายเป็นสัดส่วน มากกว่าที่จะไปไล่ที่ ไม่เช่นนั้น เป้าหมายที่เราต้องการให้หลงเสน่ห์สตรีทฟู๊ตของเราจากผู้อื่น อาจมีการครหาได้


หากกล่าวแบบข้างต้น แล้ว “อปป้า” ในภาพยนตร์เกาหลี ที่ออกจะแสนดี ขี้เล่น นิสัยรวย ซึ่งขัดกับ “อปป้า” ในชีวิตจริง ที่ออกจะดุดัน ไม่เกรงใจใคร เหตุใดทั้งโลกจึงยังคง “ลงใจ” ไปให้แบบไม่ตั้งคำถามถึงจุดที่ “ขัดกัน” นี้? จะว่าเป้าหมายของทรัพยากรซอฟท์เพาเวอร์นั้น  ๆ “ขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้” อย่างนั้นหรือ?


ดังนั้น จึงมีความพยายามในการ “แก้ลำ” โดยเพิ่มการใช้ “อารมณ์ (Emotions)” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ เพราะถึงแม้ภาพใหญ่กับภาพย่อยจะขัดกัน แต่เมื่อเป็นเรื่องของ “อารมณ์ล้วน ๆ” ทรัพยากรซอฟต์พาวเวอร์ก็ไม่อาจโดนลดทอนได้ 


ดังที่เสกสรร แนะนำให้ประชาชนรู้จักแนวความคิดของ อี กึน (Lee Guen) อดีตประธาน Korea Foundation ที่เสนอไว้ถึง “5 แนวทาง” แห่งการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ ได้แก่


1. ความกลัว (Fear) เช่น การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ยังไม่ได้กดปุ่มยิง คนก็โดนโน้มน้าวให้ไม่กล้าทำการใดที่เป็นผลลบแล้ว


2. ความห่วงใย (Care) เช่น การให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ คนรับอาจมีความปิติยิ่ง และสำนึกในบุญคุณ และอาจมีการทดแทนในภายหลัง


3. การล่อตาล่อใจ (Lure) เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม หรือกีฬาต่าง ๆ ตรงนี้ ประชาชนมีความคุ้นชินเป็นอย่างดี 


4. ความเหนือกว่าและเจ๋ง (Betterment and Goodness) เช่น การเป็นต้นแบบ เป็น Original ต่าง ๆ พูดถึงเราต้องนึกถึงเรื่องนั้น ๆ อย่างวงการเพลงที่ครองตลาดโลก หรือกีฬาประจำชาติ แข่งทีไม่มีแพ้หรือแพ้ยาก


5. ความสนุกสนานและสร้างสรรค์ (Fun and Creativity) เช่น ความเป็นเกาหลี ความเป็นญี่ปุ่น หรือความเป็นไทย ซึ่งตรงนี้ค่อนข้าง Abstract เล็กน้อย ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งก่อนใช้


ตรงนี้ สิ่งที่เข้าเค้ากับภาคประชาชนมากที่สุด คือข้อ 3 4 และ 5 ซึ่งหากคลิกได้ตรงจุด ซอฟต์พาวเวอร์จะผสานกันอย่างลงตัวในเรื่อง “ทั้งทางเทคนิคและทางอารมณ์” และจะสามารถกระทำการผ่านภาคประชาชน ได้อย่างชะงัดยิ่ง ช่วยลดภาระและงบประมาณของภาครัฐไปได้มากเลยทีเดียว 


Exclusive by วิศรุต หล่าสกุล


แหล่งอ้างอิง


หนังสือ Agency Change: Diplomatic Action Beyond the State

บทความ A theory of soft power and Korea's soft power strategy

เปเปอร์วิจัย ยุทธศาสตร์การทูตสาธารณะของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: บทเรียนและข้อเสนอแนะต่อไทย

https://www.mainstand.co.th/th/features/3/article/3507 

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง