TNN online หมอธีระวัฒน์เผยข้อมูลพบอาการ ‘หัวใจผิดปกติ’ หลังฉีดไฟเซอร์ในเด็กชาย

TNN ONLINE

เกาะติด COVID-19

หมอธีระวัฒน์เผยข้อมูลพบอาการ ‘หัวใจผิดปกติ’ หลังฉีดไฟเซอร์ในเด็กชาย

หมอธีระวัฒน์เผยข้อมูลพบอาการ ‘หัวใจผิดปกติ’ หลังฉีดไฟเซอร์ในเด็กชาย

หมอธีระวัฒน์เผยข้อมูลการศึกษาพบอาการ ‘หัวใจผิดปกติ’ หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย 162 รายใน 1 ล้านคน

รูปประกอบข่าวจาก AFP

วันนี้ ( 23 ก.ย. 64 )ศาสตราจารย์ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า หัวใจผิดปกติในเด็กชาย หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (162.2 คน ใน 1 ล้านคน)

การวิเคราะห์ข้อมูล โดย คุณหมอ Tracy Hoeg และคณะ จาก university of California, Davis ภาควิชา Physical Medicine and Rehabilitation

ทั้งนี้โดยใช้ข้อมูลที่มีการรายงานมาในระบบ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากวัคซีน ของชาติ (VAERS) โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 18 มิถุนายน 2564 เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่ได้รับวัคซีน mRNA ที่มีอาการและลักษณะเข้าได้กับกล้ามเนื้อหัวใจและเยี่อหุ้มหัวใจอักเสบ

เด็กผู้ชายอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 162.2 ต่อล้าน

เด็กผู้ชายอายุ 16 ถึง 17= 94 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 13.0 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 16 ถึง 17= 13.4 ต่อล้าน

ในจำนวนนี้ ซึ่งเกือบ 86% เป็นเด็กชาย ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และความเสี่ยงตามการวิเคราะห์ชิ้นนี้ดูจะสูงมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการติดเชื้อ โควิด-19 ในกลุ่มอายุขนาดนี้พี่ไม่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลตรงกับที่ CDC สพรัฐ รายงาน คือ มักเกิดหลังเข็มที่สองในผู้ชายอายุ 12 ถึง 17 แต่ อุบัติการจากการวิเคราะห์นี้สูงกว่าที่ได้เคยมีรายงานไว้คือที่ 62.5 ในผู้ชายและ 8.68 ในผู้หญิงที่อายุ 12 ถึง 17 ต่อ ล้าน

(ทั้งนี้ไม่ทราบแน่ชัด ทั้งนี้อาจจะเกิดเนื่องจากการระบุว่าเป็นหัวใจอักเสบมีการครอบคลุมลักษณะของอาการกว้างขวางกว่า รวมกระทั่งถึงการตรวจอื่นๆเข้าไปด้วยหรือไม่)

ทางเลือกสำหรับประเทศไทยในเด็กตั้งแต่อายุสามขวบขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากหัวใจอักเสบ อาจจะเป็นวัคซีนเชื้อตายสองเข็มแต่เนื่องจากไม่สามารถคุมเดลต้าได้ จึงตามด้วยไฟเซอร์ หรือโมเดนา ในปริมาณน้อยที่สุดคือหนึ่งส่วนสี่โดส เข้ากล้าม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลหรือจะใช้ขนาดหนึ่งในห้าหรือหนึ่งใน 10 ทางชั้นผิวหนังก็ได้ผลเช่นกัน และปลอดภัยกว่า

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง