‘หมอธีระ’แนะอย่าฉีดวัคซีนโควิดเว้นระยะนาน เหตุป้องกันพันธุ์อินเดียได้แค่ 33%

TNN ONLINE

เกาะติด COVID-19

‘หมอธีระ’แนะอย่าฉีดวัคซีนโควิดเว้นระยะนาน เหตุป้องกันพันธุ์อินเดียได้แค่ 33%

‘หมอธีระ’แนะอย่าฉีดวัคซีนโควิดเว้นระยะนาน เหตุป้องกันพันธุ์อินเดียได้แค่ 33%

‘หมอธีระ’โพสต์แนะอย่าฉีดวัคซีนโควิด-19เว้นระยะห่างนาน เหตุเข็มเดียวป้องกันพันธุ์อินเดียได้ 33%-อังกฤษ 50 %


วันนี้ ( 10 มิ.. 64 )รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประสิทธิภาพการป้องกันโควิด -19 ของวัคซีนต่างๆ โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลกออกรายงานระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ (Weekly epidemiological update) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564

ภาพรวมทั่วโลกจำนวนติดเชื้อลดลง 15% และจำนวนการตายลดลง 8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ข้อมูลในรายงานมีความชัดเจนดังภาพที่นำเสนอไปเมื่อวานว่า ไทยเรามีรายงานพบทั้งสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7) เบต้า (B.1.351) แกมม่า (P1) และเดลต้า (B.1.617.2) ซึ่งทั้งสี่สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก

อัลฟ่า: พบครั้งแรกที่สหราชอาณาจักร ตั้งแต่กันยายน 2563 ประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2563

เบต้า: พบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้ ตั้งแต่พฤษภาคม 2563 ประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2563

แกมม่า: พบครั้งแรกที่บราซิล ตั้งแต่พฤศจิกายน 2563 ประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลตั้งแต่ 11 มกราคม 2564

เดลต้า: พบครั้งแรกที่อินเดีย ตั้งแต่ตุลาคม 2563 ประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลตั้งแต่ 11 พฤษภาคม 2564

ทั้งสี่สายพันธุ์ดังกล่าวมานั้น ชัดเจนแล้วว่ามีความสามารถในการแพร่ได้ไวกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ส่วนใหญ่นั้นมีโอกาสทำให้ติดเชื้อแล้วมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในลักษณะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลมากขึ้น หรือเสียชีวิตมากขึ้น

ที่ควรให้ความสนใจคือข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผล/ประสิทธิภาพของวัคซีนต่างๆ ต่อสายพันธุ์เหล่านี้ (Impact on vaccine efficacy/effectiveness) ดังที่แสดงให้เห็นในตาราง

การรับฟังข้อมูลจากสื่อ หรือจากปากของใครต่อใครในลักษณะของความเห็นนั้น ไม่สามารถทดแทนความรู้ที่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นระบบได้ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนได้หมั่นตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับฟังจากข่าว จากสื่อ จากเครือข่ายสังคม ให้ถ้วนถี่ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นความรู้จริง ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว

ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผล/ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้น มีทั้งในลักษณะการป้องกันการป่วยรุนแรง การป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ การป้องกันการติดเชื้อแบบไม่มีอาการ และการป้องกันการติดเชื้อ โดยที่แต่ละวัคซีนมีข้อมูลมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์

สายพันธุ์เดลต้า ที่กำลังระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ความรู้ปัจจุบันจากงานวิจัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการใช้วัคซีน Pfizer/Biontech และ Astrazeneca ชี้ให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนไปเพียงเข็มเดียวนั้นได้ผลน้อยมากในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ แต่หากฉีดครบสองเข็ม จะได้ผลในการป้องกันดีอยู่

ข้อมูลการวิจัยจากสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ 5 เมษายน 2564 ถึง 16 พฤษภาคม 2564 พบว่า หลังฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ครบสองเข็มไปแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์จะสามารถป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการจากสายพันธุ์ B.1.672 (เดลต้า, อินเดีย) ได้ 88% แต่ลดลงจากเดิม ที่ป้องกันสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7, สหราชอาณาจักร) ได้ 93%

ในขณะที่หากฉีดวัคซีน AstraZeneca ครบสองเข็มจะป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้ 60% แต่ลดลงจากเดิม ที่ป้องกันสายพันธุ์อัลฟ่าได้ 66%

สิ่งสำคัญคือ เมื่อประเมิน 3 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนไปเพียงเข็มเดียว ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการจากสายพันธุ์เดลต้า จะได้เพียง 33% ซึ่งลดลงจากเดิม ที่ป้องกันสายพันธุ์อัลฟ่าได้ 50%

นี่จึงเป็นข้อมูลที่เน้นย้ำให้แต่ละประเทศหาทางป้องกันการระบาดของสายพันธุ์กลายพันธุ์ดังกล่าว และเน้นย้ำให้ประชาชนรับวัคซีนให้ครบถ้วน

ที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ การฉีดวัคซีนแบบทิ้งช่วงระยะห่างเป็นเวลานาน ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดได้

เป็นกำลังใจให้เราทุกคนมีพลังกายพลังใจในการต่อสู้กับโรคระบาดนี้

...ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในหน้ากากอนามัย ชั้นนอกหน้ากากผ้า...

ด้วยรักและห่วงใย

อ้างอิง

1. COVID-19 Weekly epidemiological update. World Health Organization. 8 June 2021.

2. Vaccines highly effective against B.1.617.2 variant after 2 doses. Press release. Public Health England. 22 May 2021.

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง