หมอเผยผลศึกษา "แอสตร้าฯ - ไฟเซอร์" ป้องกันติดเชื้อโควิดได้จริง!

TNN ONLINE

เกาะติด COVID-19

หมอเผยผลศึกษา "แอสตร้าฯ - ไฟเซอร์" ป้องกันติดเชื้อโควิดได้จริง!

หมอเผยผลศึกษา แอสตร้าฯ - ไฟเซอร์ ป้องกันติดเชื้อโควิดได้จริง!

แพทย์ เผยผลศึกษา "แอสตร้าเซนเนก้า - ไฟเซอร์" ป้องกันการติดเชื้อโควิดได้จริง ฉีดครบ 2 เข็มจะป้องกันได้ถึง 79% ถึง 80%

วันนี้( 10 มิ.ย.64) ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 โดยระบุว่า

"อีกหนึ่ง real world data ขนาดใหญ่จาก UK ที่แสดงให้เห็นว่า AstraZeneca (แอสตร้าเซนเนก้า) และ Pfizer(ไฟเซอร์) vaccine ป้องกันการติดเชื้อได้จริง

- อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่า Phase 3 trial ของวัคซีนแทบทุกชนิดถูกออกแบบมาให้ตอบคำถามหลัก 1 ข้อเหมือนกันหมดคือ วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วย หรือติดเชื้อแบบมีอาการ (symptomatic infection) ของ COVID-19 ได้หรือไม่

- คำถามนี้ได้รับคำตอบไปแล้วจากข้อมูล phase 3 trials ของวัคซีนทุกชนิด แต่คำถามที่เราอยากรู้มากที่สุดจริง ๆ คือ "วัคซีนป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อได้หรือไม่" ต่างหากเพราะถ้าเราไม่ติดเชื้อ เราก็จะไม่ป่วย ไม่ป่วยหนัก ไม่เสียชีวิต และไม่แพร่เชื้อ COVID-19 ให้ใครด้วย

- สาเหตุที่ phase 3 trial ตอบคำถามได้เฉพาะเรื่องป้องกันการป่วย (มีอาการ) แต่ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องป้องกันการติดเชื้อ (ทั้งมีอาการและไม่มีอาการ) เพราะเขา design การศึกษาให้วัดผลเมื่ออาสาสมัครมีอาการเท่านั้น (คือต้องมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ไข้, อาการทางเดินหายใจ, หอบเหนื่อย, ฝ้าในปอด, จมูกไม่ได้กลิ่นลิ้นไม่รับรส) และตรวจพบเชื้อจาก PCR แต่คนที่ไม่ป่วยไม่ได้ตรวจ

- ทำให้หลายคนด่วนสรุปไปว่า COVID vaccine ฉีดเพื่อกันป่วย แต่กันติดไม่ได้

- การจะตอบคำถามเรื่องการป้องกันการติดเชื้อได้นั้น จะต้องมีการตรวจหาเชื้อกับอาสาสมัครเป็นระยะ ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งวิธีการศึกษาแบบนี้ทำยากมาก เพราะจะต้องปูพรมตรวจอาสาสมัครจำนวนมาก ตรวจเป็นระยะไปเรื่อย ๆ ใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง และคงไม่ค่อยมีอาสาสมัครยอมให้แยงจมูกตรวจเชื้อเป็นระยะได้ง่าย ๆ การเลือกศึกษาแบบนั้นคงไม่ทันการผลักดันให้วัคซีนออกมาใช้โดยเร็ว

- นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการเก็บ real world data ที่ดี และมีขนาดใหญ่จึงมีความสำคัญมากในการตอบคำถามนี้ งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Nature Medicine วันนี้เอง ทีมนักวิจัยทำการรวบรวมข้อมูลของ Office of National Statistics ทำการสุ่มตัวอย่างประชากรในครอบครัวทั่ว UK โดยติดตามข้อมูลการฉีดวัคซีนทั้ง Pfizer และ AstraZeneca (AZ) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อด้วย RT-PCR เป็นระยะตามตารางเวลา ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูล

- ทีมนักวิจัยได้ข้อมูลประชากรราว 383,000 คน ซึ่งมีการทำ RT-PCR ตรวจหาเชื้อเกือบ 2 ล้านครั้ง และในช่วงที่ฉีดวัคซีนก็มีการระบาดของ Alpha variant อย่างหนักพอดี พบว่าคนที่ฉีดวัคซีน 1 เข็มไปอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ป้องกันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ถึง 61% ถึง 66% (สำหรับ AZ และ Pfizer ตามลำดับ) และถ้าฉีดครบ 2 เข็มจะป้องกันได้ถึง 79% ถึง 80%

(สำหรับ AZ และ Pfizer ตามลำดับ) และเมื่อดูใน subgroup จะพบว่าการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ป้องกันการติดเชื้อแบบจำนวนเชื้อมาก (Ct<30) สูงขึ้นไปถึง 91%

- จึงไม่น่าแปลกใจว่า การที่ UK ปูพรมวัคซีนทั้งสองชนิดเป็นวงกว้าง นอกจากจะลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล และลดการเสียชีวิตแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากประชาชนได้รับวัคซีนไประยะหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากจะช่วยให้ผู้ได้รับวัคซีนไม่ป่วย ไม่ป่วยหนัก ลดภาระระบบโรงพยาบาลลงแล้ว ยังช่วยตัดตอนการระบาดได้เร็ว ลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ และทำให้หนทางสู่ herd immunity เป็นไปได้ง่ายขึ้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nature.com/articles/s41591-021-01410-w"


ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง