ทีมแพทย์จุฬาฯเสนอแผนกู้ชีวิตหาก “โควิดรุนแรง”

TNN ONLINE

เกาะติด COVID-19

ทีมแพทย์จุฬาฯเสนอแผนกู้ชีวิตหาก “โควิดรุนแรง”

ทีมแพทย์จุฬาฯเสนอแผนกู้ชีวิตหาก “โควิดรุนแรง”

แพทย์จุฬาฯรวมทีมโพสต์เฟซบุ๊ก เสนอแผนรับมือโควิด หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยย้ำใจความสำคัญ ต้องเร่งตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยให้มากที่สุด

วันนี้ ( 3 .. 64 ).นพ. นิธิ มหานนท์ ,นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ และศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา โพสต์ข้อความ เสนอแผนรับมือโควิด หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีใจความสำคัญว่า ต้องมีการวางแผนในพื้นที่ ตั้งแต่ ระดับบ้าน โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนาม ที่ใช้รักษาอาการหนัก ต้องสอดท่อได้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น หมอธีระวัฒน์ ไล่เรียงแนวทางแผนรับมือ คือ


อันดับแรก ต้องประเมินสถานการณ์พื้นที่ให้ได้ ว่ามีคนติดเชื้อทั้งหมดกี่คน ด้วยการตรวจคัดกรองมากที่สุด ไม่ใช่การสุ่ม ต่อมาให้ประมาณการสูงสุดไว้ก่อนเลยว่า คนติดเชื้อ 20% จะมีอาการ ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดนี้


หากรักษาเองที่บ้าน ต้องรู้จักวินัยไม่แพร่ให้คนในบ้าน ให้อยู่ในบ้านและต้องรู้สัญญาณเตือนภัย ว่าอาการเช่นไร ต้องแจ้งสายด่วน ต้องเข้าโรงพยาบาล ในจำนวนนี้ ต้องประเมินไว้ว่า น่าจะมี 5% ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลจริง หากอาการหนักถึงให้สอดท่อได้


ส่วนคนติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย ที่อยู่ที่บ้านไม่ได้เพราะมีข้อจำกัด ให้อยู่ที่โรงพยาบาลสนามขั้นที่หนึ่ง และพร้อมไปโรงพยาบาลจริง โดยด่วนเมื่อพบมีอาการหนักขึ้นอีกระดับ


ส่วนหลักปฏิบัติที่โรงพยาบาล ต้องดูจำนวนเตียงในโรงพยาบาลแยกออกเป็น ห้องความดันลบครบสูตร ห้องกึ่งความดันลบ และหอผู้ป่วยรวมแยก นอกจากนี้ทีมแพทย์ต้องประเมินเครื่องช่วยหายใจแบบที่สอดท่อปั๊มอากาศเข้าปอดไม่ใช่เพียงเครื่องออกซิเจน หรือที่อัดอากาศ ผ่านจมูก


ในส่วนทีมดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลต้องประเมินจำนวนบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญในการดูผู้ป่วยวิกฤติและทีม โดยแต่ละทีมประกอบด้วย หมอดมยา พยาบาล หมอโรคไต หมอโรคหัวใจ หมอโรคติดเชื้อ ว่าจำต้องมีผลัดละกี่คนต่อ 8 ชั่วโมง


และหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด จนจำนวนห้องและทีมไม่พอ ดังที่วางแผนไว้ตอนต้น เสนอให้แยกโรงพยาบาลสนาม ที่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก แยกส่วน อาการน้อย ปานกลาง ใช้ออกซิเจน และ ที่อัดอากาศทางจมูก ไม่สอดท่อหนัก แบบสอดท่อ และ ใช้เครื่องช่วยหายใจแบบพกพา เคลื่อนย้ายได้


วิธีทั้งหมดในโรงพยาบาลสนามจะใช้บุคลากรชุดเดียวกันและสามารถครอบคลุมและประเมินผู้ป่วยอาการระดับต่างๆและสามารถมองไปข้างหน้าได้ว่าต้องเพิ่มโรงพยาบาลสนาม เป็นเท่าใด


พร้อมย้ำว่า ไม่ทำโรงพยาบาลสนามให้เหมือนโรงพยาบาล เพราะความพร้อมของไทยไม่เท่าจีน ที่ทำเสร็จใน 7 วัน โดยทำเต้นท์ความดันลบเพราะแต่ละเต็นท์จะสามารถจุได้แปดถึง 15 คนเท่านั้น และยุ่งยากในการดูแต่ละเต้นท์


ก่อนหน้านี้ .นพ.ธีระวัฒน์เพิ่งแสดงข้อกังวล เดี่ยวกับสายพันธุ์แอฟริกาใต้ที่มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์อังกฤษ ว่า กลัวจะเล็ดลอดเข้ามาแพร่ในไทยได้ จากการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างเช่น เหตุการณ์เดือนมกราคม ที่ผ่านมา แม้เราตั้งการ์ดสูง แต่การปฏิบัติยังไม่เคร่งครัดเท่านโยบาย ทำให้ยังมีสายพันธุ์ใหม่ เล็ดลอดเข้ามาเช่นเดิม ดังนั้น กรณีสายพันธุ์แอฟริกาอาจเป็นเหมือนกัน หากไม่ปฏิบัติตามหลักป้องกันเคร่งครัด


ทั้งนี้อยากให้ถอดบทเรียนจากประเทศอังกฤษมาใช้ในไทย ที่มีจำนวนประชากรไม่ต่างกัน แต่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ นั่นเป็นเพราะมีการตรวจคัดกรองคนเข้าพื้นที่อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นระดับ บุคคลหรือหน่วยงาน ต่างให้ความร่วมมือเต็มที่ ที่สำคัญ มีการตรวจหาเชื้อเข้าถึงประชากรทุกคน และยังมีการตรวจซ้ำทุกๆ 7 วัน เพื่อประเมิณสถานการณ์ ซึ่งหากไทยทำได้ จะช่วยให้มีเวลาฉีดวัคซีนครอบคลุมได้ หากครอบคลุม 90% จะดีที่สุด

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง