TNN online ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

TNN ONLINE

คอลัมนิสต์

ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3)  โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน


ประเด็นต่อเนื่องที่ว่า เราจะต้องทำอย่างไรให้เจาะตลาดจีนได้มากขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากการแยกห่วงโซ่อุปทานและการมองเข้ามาภายในของจีน โดยผมแตะประเด็นการรู้เท่าทันการเติบโตของจีน และการมองจีนในมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยไปทิ้งท้ายถึง “โมเดลลูกรักบี้” ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะ “ปล่องกลาง” มีสัดส่วนของคนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ...

อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพยายามทำความเข้าใจก็คือ การตระหนักถึงปัญหาและความท้าทายในการเข้าสู่ตลาด ตลาดจีนมี “ชื่อเสีย” หลายเรื่อง อาทิ ก๊อปเก่ง และโกงเก่ง

โดยที่การจดทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น “รายประเทศ” และผู้ประกอบการไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครอง “สิ่งที่มีค่า” ของตนเอง แถมยังมี “จอมโจร” ในจีนที่มุ่งเอาทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่นไปแอบจด ทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่ในการเข้าสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กิจการไทยจำนวนมากโดนแอบจด “เครื่องหมายการค้า” กันอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงแต่อย่างใด


ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3)  โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ภาพจาก AFP

 


ยิ่งรัฐบาลไทยไม่ใส่ใจในปัญหาดังกล่าว แก้ตัวไปวันๆ ว่าทำโน่นแล้วนี่แล้ว โดยไม่เคยคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา หรือคิดออกมาตรการช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ยิ่งทำให้กิจการของไทย “เข็ดขยาด” กับการทำธุรกิจในจีน

ที่น่าปวดใจมากขึ้นก็คือ บางครั้ง ผมยังเห็น “ทูตพาณิชย์” ของไทยที่ประจำในหัวเมืองของจีน พลาดไปเชิญผู้แทนกิจการจีนที่เคยมีประวัติ “ขโมย” เครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในจีนมาเยือนงานแสดงสินค้าและเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทยก็มี

ส่วนเรื่อง “โกงเก่ง” นี่ระบาดจากเดิมที่เราไปโดนโกง “ที่จีน” สู่การโดนโกงในโลกการค้า “ออนไลน์” และเมื่อธุรกิจจีนขยายการประกอบการมาที่ไทย ก็ตามมาด้วย “มิจฉาชีพ” ที่มาโกงคนไทยถึง “หน้าประตูบ้าน” ก็มี ทั้งนี้ ธุรกิจจีนก็มาโดนโกงที่ไทย และธุรกิจไทยก็โดนคนไทยในจีนโกงอยู่ด้วยเหมือนกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจก็คือ ตลาดจีนมีระดับการแข่งขันสูง เรากำลังพูดถึงตลาดที่กำกับควบคุมโดยอำนาจรัฐที่มีกิจการของรัฐและกิจการเอกชนน้อยใหญ่ของจีนจำนวนมากมาย เฉพาะ MSMEs ก็น่าจะมีจำนวนราว 100 ล้านรายเข้าให้แล้ว ยังไม่นับรวมกิจการต่างชาติจำนวนมากที่หวังแบ่ง “ก้อนเค้ก” อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบไทยก็ยังต้องระหกระเหินเข้าไปแข่งขัน “นอกบ้าน” ที่เสียเปรียบผู้ประกอบการเจ้าถิ่น ทั้งในแง่ความคุ้นเคย เครือข่ายธุรกิจ และลอจิสติกส์ เป็นต้น

ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม และความเก่งกาจของผู้ประกอบการจีน ยังอาจทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคและวิธีการทำธุรกืจของคนจีน “คลาดเคลื่อน” หรือแม้กระทั่ง “คิดตามไม่ทัน”


ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3)  โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ภาพจาก AFP

 


เรื่องนี้ทำให้ไทยและจีนเสียโอกาสในการ “เชื่อมโยง” ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี ข้อดีประการหนึ่งของข่าว “ทุนสีเทา” และ “การโดนโกง” ที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางในระยะหลัง ก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยดูจะระมัดระวังตัวมากขึ้น หลายรายติดต่อมาหาผมขอคำปรึกษาและขอให้ตรวจสอบสถานะของคู่ค้าเป็นระยะ

แถมสภาพปัจจัยแวดล้อมของตลาดจีนก็มีลักษณะเฉพาะ อาทิ การเติบโตของโลกดิจิตัล และยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องการ “พลัง” การดำเนินธุรกิจที่เข้มข้น การปั้น “มือขวา” ที่หนุ่มสาวและมีความเข้าใจและประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ด้วยปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว นอกจากผู้ประกอบการที่ต้องการลุยและขยายตลาดจีนต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ยังต้องเป็น “มืออาชีพ” ในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเรียนรู้ การออกแบบโมเดลธุรกิจ และการใส่ใจกับการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

ประการถัดมา การเชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายระหว่างไทย-จีนให้แนบแน่น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไทยควรเร่งดำเนินการ ส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปของไทยสู่ตลาดจีน เพิ่มเติมจากการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปที่เรามักนึกถึงก่อน

เพราะจีนเป็น “โรงงานของโลก” ที่มีมูลค่าการส่งออกปีละราว 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นถึง 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2035

ในทางกลับกัน การเชื่อมคลัสเตอร์ดังกล่าวก็จะเพิ่มโอกาสและก่อประโยชน์ต่อการดึงดูดการลงทุนของจีนมายังไทย “คลัสเตอร์แฝด” ระหว่างไทย-จีนอาจเป็นเป้าหมายที่ไทยและจีนจะเกิดประโยชน์ร่วมและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ธุรกิจจีนสามารถลดผลกระทบและความเสี่ยงได้ด้วยการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-System) ผ่านการบูรณาการศักยภาพ “ภายใน” ที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการของ “ภายนอก”

ซึ่งหากเราพัฒนาสภาพปัจจัยแวดล้อมที่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบราชการและธรรมาภิบาลด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ในการลงทุน ทรัพยากรมนุษย์ และอื่นๆ ผมก็เชื่อมั่นว่า ไทยจะเป็นหนึ่งใน “ทางเลือก” ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับนักลงทุนจีน

และหากการลงทุนโดยตรงในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของจีนไหลเข้าสู่ไทย ไทยก็จะได้รับ “Spillover” ของปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีและโนว์ฮาว ที่กระเซ็นกระสายจากจีนสู่ไทยในอีกทางหนึ่งอย่างแน่นอน

หลังจากนั้น ก็มีคำถามต่อเนื่องว่า “แล้วไทยควรวางตัวอย่างไรไม่ให้โดนมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนจีน”

ประการแรก ผมคิดว่า การยึดมั่นในจุดยืนที่ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” เป็นแนวทางที่หลายฝ่ายต้องการ เพื่อคานอำนาจและพยายามแสวงหาประโยชน์จากทุกมหาอำนาจและพันธมิตร ในมุมมองของผม ไทยควรรักษาจุดยืนนี้เอาไว้อย่างน้อยจนถึงสิ้นทศวรรษนี้

และหากมองไปในระยะยาว ไทยอาจปรับจุดยืนโดยโน้มหา “เอเซีย” ในระดับที่สูงขึ้นในช่วงทศวรรษหน้า เพราะถึงตอนนั้นเศรษฐกิจของเอเซียก็คาดว่าจะมีสัดส่วนถึงกว่า 60% ของขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของโลก

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในอดีต ผมคิดว่าเราหลีกเลี่ยงได้ยากในทางปฏิบัติ หรืออาจกล่าวได้ว่าเราไม่อาจปิดกั้นมาตรการตอบโต้ของสหรัฐฯ ได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่เราเห็นในกรณีเรื่องแรงงาน การบิน การประมง และสิ่งแวดล้อมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังมีอิทธิพลเหนือองค์การระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากไม่พอใจกับ “จุดยืน” ของไทยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการเมือง สหรัฐฯ ก็สามารถหยิบยก “สาเหตุ” มากมายมาเป็น “ข้ออ้าง” ได้

หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะ “ยืนตรง” เพียงใด เราก็อาจถูกมองว่า “ยืนเอียง” ได้ ทั้งนี้ เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในระยะหลัง จีนก็ไม่ “อยู่เฉย” หรือ “ตั้งรับ” กับการต่างประเทศดังเช่นในอดีต เราสังเกตเห็นการให้สัมภาษณ์แสดงจุดยืนคัดค้านหรือประท้วงต่อการกระทำใดๆ ของมหาอำนาจและชาติพันธมิตรอยู่เนืองๆ


ถอดรหัสการแยกขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (ตอน 3)  โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ภาพจาก AFP

 


ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันจีนในเรื่องสงครามเทคโนโลยี จีนก็ตอบโต้ด้วยการประกาศห้ามการส่งออก “แร่หายาก” (Rare Earth)

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 จีนยังได้ผ่านกฎหมายความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Foreign Affairs Act) ที่เปิดโอกาสให้จีนสามารถตอบโต้ต่อการกระทำใดๆ ของบุคคล นิติบุคคล และประเทศ หรือแม้กระทั่งองค์การระหว่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตย เสถียรภาพความมั่นคง และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของจีน

สำหรับผมแล้ว นี่อาจถือเป็นกฎหมายจีนที่มีความเป็น “ระหว่างประเทศ” มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีหลายประเทศที่จับตามองต่อความเคลื่อนไหวของไทยในทุกเวทีอย่างตาไม่กระพริบ นั่นหมายความว่า จากนี้ไปไทยไม่อาจ “มองข้าม” ต่อประเด็นที่อ่อนไหวกับขั้วใดๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน เราจำเป็นต้องรักษา “จุดยืนที่ดี” อย่างมีหลักการและเหตุผลอยู่ตลอดเวลา

ไปต่อประเด็นที่ฝากถึงรัฐบาลใหม่กันในตอนหน้าครับ ...






ภาพจาก AFP

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง