ผู้ชายโดนเตะผ่าหมาก เจ็บกว่าผู้หญิงคลอดลูกจริงไหม?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผู้ชายโดนเตะผ่าหมาก เจ็บกว่าผู้หญิงคลอดลูกจริงไหม?

ถ้าถามผู้ชายว่าอะไรคือฝันร้ายที่ไม่อยากเจอ เชื่อว่าการถูกเตะเข้ากลางเป้าคงติดอันดับต้น ๆ เพราะแค่คิดก็เสียวแทนแล้ว! ส่วนผู้หญิงที่เคยผ่านการคลอดลูกก็คงมีเรื่องเล่าความเจ็บปวดที่ไม่แพ้กัน จนเกิดเป็นคำถามยอดฮิตที่ถกเถียงกันมานานว่า ระหว่างการถูกเตะผ่าหมากกับการคลอดลูก อะไรเจ็บกว่ากัน?

สรุปข่าว

ผู้ชายโดนเตะผ่าหมาก เจ็บกว่าผู้หญิงคลอดลูกจริงไหม? คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เปิดเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองอย่างทรมานคนละแบบ

ถ้าถามผู้ชายว่าอะไรคือฝันร้ายที่ไม่อยากเจอ เชื่อว่าการถูกเตะเข้ากลางเป้าคงติดอันดับต้น ๆ เพราะแค่คิดก็เสียวแทนแล้ว! ส่วนผู้หญิงที่เคยผ่านการคลอดลูกก็คงมีเรื่องเล่าความเจ็บปวดที่ไม่แพ้กัน จนเกิดเป็นคำถามยอดฮิตที่ถกเถียงกันมานานว่า ระหว่างการถูกเตะผ่าหมากกับการคลอดลูก อะไรเจ็บกว่ากัน?

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นชวนเถียงระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบ อย่างไรก็ตาม การจะฟันธงว่าใครเจ็บกว่ากันกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล และไม่มีวิธีทดลองที่สามารถเปรียบเทียบความรู้สึกจากเหตุการณ์ทั้งสองได้อย่างตรงไปตรงมา

แต่หากลองทำความเข้าใจกลไกของร่างกาย ก็จะเห็นว่าทั้งสองกรณีมีเหตุผลที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงได้จริง

ทำไมแค่โดนเตะผ่าหมาก ผู้ชายถึงเจ็บจนตัวงอ?

ใครที่เคยเห็นผู้ชายถูกเตะเข้าที่อัณฑะคงเข้าใจดีว่า ทำไมบางคนถึงทรุดลงไปกองกับพื้นทันที เพราะแรงกระแทกบริเวณนี้ไม่ได้ทำให้แค่จุกหรือเจ็บเฉพาะจุด แต่ยังอาจทำให้ปวดร้าวไปถึงช่องท้อง พร้อมอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ หากบาดเจ็บรุนแรงก็อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

เหตุผลหนึ่งอยู่ที่ระบบประสาทบริเวณอัณฑะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวด อีกทั้งอัณฑะยังเป็นอวัยวะสำคัญในการผลิตอสุจิ การมีความไวต่อการบาดเจ็บจึงอาจช่วยให้ร่างกายตอบสนองและปกป้องอวัยวะสืบพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น

ที่น่าสนใจคือ อัณฑะไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาการอยู่นอกลำตัว แต่ก่อตัวขึ้นภายในช่องท้องของตัวอ่อน ก่อนเคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะในช่วงก่อนคลอดหรือหลังคลอดไม่นาน เส้นทางการพัฒนานี้ช่วยอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่า ทำไมการบาดเจ็บบริเวณอัณฑะจึงอาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปถึงท้องได้

ปัญหาอีกอย่างคือ ตำแหน่งของอัณฑะที่อยู่นอกร่างกายและมีเนื้อเยื่อปกป้องค่อนข้างน้อย จึงเสี่ยงต่อการถูกกระแทกได้ง่าย เมื่อเทียบกับอวัยวะภายในที่มีกล้ามเนื้อหรือกระดูกช่วยป้องกัน

ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังวิวัฒนาการมาเดินด้วยสองขา ทำให้อวัยวะที่ห้อยอยู่นอกร่างกายต้องอยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บโดยธรรมชาติ

เรียกได้ว่า แม้อัณฑะจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อถูกกระแทกอย่างแรงก็สามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงและระยะเวลาของอาการขึ้นอยู่กับแรงกระแทกและลักษณะการบาดเจ็บ บางคนอาจค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเวลาไม่นาน ขณะที่บางคนอาจได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนต้องพบแพทย์

แล้วการคลอดลูกเจ็บขนาดไหน?

หากการถูกเตะผ่าหมากเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การคลอดลูกก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ร่างกายต้องรับมือกับความเจ็บปวดซ้ำ ๆ และอาจยาวนานหลายชั่วโมง

ระหว่างเจ็บครรภ์ กล้ามเนื้อมดลูกจะหดตัวเป็นระยะเพื่อช่วยผลักทารกเข้าสู่ช่องคลอด ขณะเดียวกัน ปากมดลูกต้องเปิดขยาย และเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดกับอุ้งเชิงกรานต้องยืดตัวเพื่อให้ทารกผ่านออกมา กระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดที่อาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่การหดรัดตัวของมดลูกถี่และแรงขึ้น

นพ.บาร์ต พัตเทอร์แมน สูตินรีแพทย์จาก Texas Children's Pavilion for Women เคยอธิบายกับนิตยสาร Parents ว่า การหดรัดตัวของมดลูกระหว่างคลอดมีลักษณะคล้ายตะคริวของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ เพราะมดลูกทั้งส่วนกำลังหดตัว ผู้คลอดจึงอาจรู้สึกเจ็บเกร็งบริเวณท้อง ปวดหลัง หรือปวดในตำแหน่งอื่น ๆ ตามลักษณะการหดตัวและตำแหน่งของทารก

นอกจากความเจ็บปวดจากการหดตัวแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผลฉีกขาดบริเวณฝีเย็บ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก และบางกรณีอาจต้องเย็บซ่อมแซมหลังคลอด

สาเหตุที่การคลอดของมนุษย์มีความซับซ้อนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ มนุษย์มีสมองขนาดใหญ่และทารกมีศีรษะค่อนข้างใหญ่ ขณะที่โครงสร้างเชิงกรานต้องรองรับการเดินด้วยสองขา นักวิทยาศาสตร์เรียกแนวคิดที่อธิบายข้อจำกัดระหว่างการเดินกับการคลอดนี้ว่า obstetric dilemma แม้รายละเอียดของสมมติฐานดังกล่าวยังมีข้อถกเถียงอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ การคลอดจึงไม่ใช่แค่การออกแรงเบ่งเพื่อให้ทารกออกมา แต่เป็นกระบวนการที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อหลายส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างหนัก และสำหรับผู้หญิงบางคน ความเจ็บปวดอาจยาวนานกว่าที่คาดคิด

คลอดลูกแล้วก็ยังไม่จบ ความเจ็บปวดยังตามมาได้อีก

หลายคนอาจคิดว่าทันทีที่ทารกคลอดออกมา ความทรมานทั้งหมดก็น่าจะสิ้นสุดลง แต่ในความเป็นจริง ร่างกายยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวจากการคลอด

แม้ไม่มีแผลฉีกขาด ช่องคลอดและเนื้อเยื่อโดยรอบก็อาจมีอาการบวม ระบม หรือเจ็บได้ ส่วนผู้ที่มีแผลฉีกขาดหรือได้รับการเย็บซ่อมแซมก็อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน มดลูกยังคงหดตัวต่อหลังคลอด เพื่อช่วยให้หลอดเลือดบริเวณที่รกเคยเกาะปิดลง ลดการเสียเลือด และทำให้มดลูกค่อย ๆ กลับสู่ขนาดปกติ การหดตัวเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือน โดยเฉพาะในช่วงให้นมบุตร

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญระหว่างการคลอดลูกกับการถูกเตะผ่าหมาก เพราะความเจ็บปวดจากการคลอดอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับการนำทารกออกจากร่างกาย แต่ยังมีช่วงพักฟื้นที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดและความอ่อนล้าต่อไป

ความเจ็บปวดไม่ได้มีแค่เรื่องร่างกาย แต่ยังรวมถึงจิตใจ

อีกปัจจัยที่ทำให้การคลอดลูกแตกต่างออกไปคือผลกระทบทางจิตใจ ผู้หญิงบางคนอาจมีความกลัวการคลอดอย่างรุนแรง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า tokophobia ความกลัวนี้อาจเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องความเจ็บปวด ภาวะแทรกซ้อน ความปลอดภัยของตัวเองและทารก รวมถึงประสบการณ์การคลอดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การตั้งครรภ์ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงต้องเตรียมตัวรับมือกับการคลอดเป็นเวลาหลายเดือน ต่างจากการถูกเตะผ่าหมากที่มักเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด แม้จะเจ็บปวดมาก แต่โดยทั่วไปก็ไม่ได้มีช่วงรอคอยเหตุการณ์ที่ยาวนานเช่นเดียวกัน

สรุป ใครเจ็บกว่ากัน?

หากมองในแง่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การถูกเตะเข้าที่อัณฑะสามารถทำให้ผู้ชายเจ็บรุนแรงจนตัวงอ คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้ ส่วนการคลอดลูกเป็นกระบวนการที่อาจทำให้เจ็บปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายส่วน และยังมีช่วงฟื้นตัวหลังคลอดตามมา

แต่คำถามว่าอะไรเจ็บกว่ากันนั้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะฟันธงได้อย่างเด็ดขาด เพราะความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และทั้งสองเหตุการณ์มีลักษณะการบาดเจ็บ กลไก และระยะเวลาที่แตกต่างกัน

ดังนั้น หากจะหาผู้ชนะในการถกเถียงครั้งนี้ คำตอบที่ยุติธรรมที่สุดอาจเป็นการเสมอกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีใครพิสูจน์ความเจ็บปวดของตัวเองด้วยการเอาชนะอีกฝ่าย

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถูกเตะผ่าหมากหรือการคลอดลูก ความเจ็บปวดก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรนำมาแข่งขันกัน และถ้าหลีกเลี่ยงได้ ก็คงไม่มีใครอยากสมัครใจไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งสองอย่างนี้เพื่อหาคำตอบอยู่ดี

ที่มาข้อมูล : iflscience, Jerusalem Post

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย