เตือนเดินย่ำดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
เตือนเดินย่ำดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง

รศ.ดร.ดวงรัตน์ ริยอง อาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนภัยหน้าฝน เดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง ตัวเล็กแต่ไม่ธรรมดา ถึงขั้นดูดเลือดจนซีด

สรุปข่าว

แพทย์มช. เตือน เดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง ตัวเล็กแต่ไม่ธรรมดา ถึงขั้นดูดเลือดจนซีด

รศ.ดร.ดวงรัตน์ ริยอง อาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนภัยหน้าฝน เดินเท้าเปล่า ระวัง “พยาธิปากขอ” ไชเข้าผิวหนัง ตัวเล็กแต่ไม่ธรรมดา ถึงขั้นดูดเลือดจนซีด

หลายคนอาจคิดว่าการเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินหรือการใช้มือสัมผัสดินเป็นเรื่องธรรมดา แต่รู้หรือไม่ว่า ดินที่มือเท้าสัมผัสอาจปนเปื้อนตัวอ่อนของพยาธิปากขอ ซึ่งสามารถไชผิวหนังเข้าสู่ร่างกายและเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในลำไส้เล็กได้ และหากมีพยาธิจำนวนมากในลำไส้ อาจทำให้ร่างกายสูญเสียเลือดจนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้

พยาธิปากขอคืออะไร?

พยาธิปากขอเป็นหนอนพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคนและสัตว์ เช่น สุนัขและแมว ไข่พยาธิปนออกมากับอุจจาระ เมื่อคนและสัตว์ถ่ายอุจจาระลงพื้นดิน ไข่จะฟักเป็นตัวออกสู่สิ่งแวดล้อมและเจริญเป็นระยะติดต่อ ตัวอ่อนนี้มักพบบนผิวดินหรือน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่อคนหรือสัตว์สัมผัสตัวอ่อน พยาธิจะไชผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย เข้าสู่กระแสโลหิต ผ่านหัวใจเข้าสู่ปอด ที่ปอดพยาธิออกมาจากเส้นเลือดเข้าสู่ถุงลมปอด คลานขึ้นหลอดลมไปถึงคอหอย ถูกกลืนลงกระเพาะอาหาร และเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็กภายใน 3-5 สัปดาห์

คนเป็นพยาธิปากขอได้อย่างไร?

ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิปากขอสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยไชผ่านทางผิวหนังเมื่อคนไปสัมผัสกับดินที่มีการปนเปื้อนตัวอ่อนของพยาธิ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียน และเกษตรกร เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับดินที่อาจปนเปื้อนตัวอ่อนพยาธิเป็นประจำ บริเวณที่ตัวอ่อนพยาธิมักไช ได้แก่ บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ น่อง ง่ามเท้า และหลังเท้า

อาการสำคัญ

ในระยะแรกที่พยาธิไชผิวหนังจะมีอาการคัน หลังจากนั้น ตัวอ่อนจะไชเข้าสู่กระแสเลือด เดินทางไปยังหัวใจและปอด และไปลอกคราบที่ปอด ช่วงที่พยาธิอยู่ในปอด ผู้ป่วยอาจมีไข้และไอ เนื่องจากเกิดการอักเสบของปอดจากการติดเชื้อ

จากนั้นพยาธิจะไชออกจากถุงลมปอดและไต่หลอดลมขึ้นถึงคอหอยและถูกกลืนลงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กตามลำดับ เจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยทั้งตัวผู้และตัวเมีย พยาธิจะใช้ปากกัดเพื่อเกาะติดกับผนังลำไส้และดูดเลือดจากผู้ป่วย ทำให้เยื่อบุผนังลำไส้ฉีกขาดและเกิดเป็นแผล

ในรายที่มีพยาธิจำนวนมากอาจสูญเสียเลือดมากและเป็นเรื้อรังจนมีอาการซีดและเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) นอกจากนี้ พยาธิปากขอยังรบกวนระบบทางเดินอาหาร ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย

ในผู้ใหญ่ ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ขณะที่ในเด็กเล็กอาจส่งผลให้การเรียนรู้และการเจริญเติบโตช้าลง

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคพยาธิปากขอ?

หากสงสัยว่าอาจติดพยาธิปากขอ ควรมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะส่งตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิปากขอ เมื่อผลตรวจยืนยันการติดเชื้อแล้ว แพทย์จะดำเนินการรักษาต่อไป

ป้องกันพยาธิปากขอได้อย่างไร?

การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่อาจปนเปื้อนตัวอ่อนพยาธิ ได้แก่

  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และดื่มน้ำสะอาด
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร
  • สวมรองเท้าและสวมถุงมือทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินหรือสัมผัสดิน
  • ขับถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
  • ไม่ใช้อุจจาระเป็นปุ๋ยสำหรับรดผัก เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนอาจติดมากับผักและพยาธิจะไชเข้ากระพุ้งแก้มเข้าสู่ร่างกายได้

ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี

การป้องกันที่ทำได้ง่าย คือ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าและสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสดิน เพราะผิวหนังเป็นหนึ่งในช่องทางที่ตัวอ่อนพยาธิปากขอสามารถไชเข้าสู่ร่างกายได้

ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มาข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย