
คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิดความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรป มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คือการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมี ข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ การฟื้นฟูสามารถ เกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษา ระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล



สรุปข่าว
คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิดความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรป มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คือการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมี ข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ การฟื้นฟูสามารถ เกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษา ระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล



ความสำเร็จของการแพทย์ไทย ในการเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก
ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาท และการทรงตัว หัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เปิดเผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเดินทางมา โรงพยาบาล สู่แนวคิดที่ผู้ป่วยสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้าน และยังมีทีม ผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ ที่เราร่วมพัฒนา ให้มีโอกาสกลับมาเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยไทยได้จริง”
สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิก ของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส
ความสำคัญของการเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าไปร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยี จากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากร และระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน


Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. Brotosudarmo Representative/Coordinator for ASEAN, EURAXESS Worldwide ระบุถึงความสำคัญของทีมไทยว่า การเข้าร่วมของประเทศไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐาน ทั้งด้านประชากร รูปแบบการใช้ชีวิต ลักษณะทางกายภาพ ระบบสุขภาพ และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบ AI ทางการแพทย์ให้สามารถนำไปปรับใช้ใน บริบทที่แตกต่างกันได้ โดยทีมไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นำเทคโนโลยีมาทดลองใช้ แต่มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย
ขณะที่ Mr. Tom Corrie อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือประจำ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือ ระหว่างไทยและยุโรปว่า โครงการ TeleRehaB DSS สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการนำ ความเชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมองค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์เข้ากับความต้องการจริงของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพ ที่เข้าถึงได้และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้องกลับมาช่วยคนไข้
ในมุมของแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ควรจบเพียงการพิสูจน์ว่านวัตกรรม สามารถทำงานได้ แต่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วย ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุล หัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำ โดยอาการสามารถส่งผล ต่อการเดิน การทำกิจกรรมต่าง ๆ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะที่การดูแล ไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แต่ “การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง” หลังจากนั้นมี ความสำคัญไม่แพ้กัน
การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาสาสมัคร จึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูล เพียงพอในการพัฒนา ทดสอบ และประเมินนวัตกรรม ก่อนที่จะสามารถต่อยอดจาก “ผลงานในโครงการวิจัย” ไปสู่ “เครื่องมือที่มีโอกาสนำมาใช้กับผู้ป่วยไทยได้จริง” ในอนาคต

เชื่อมโลกงานวิจัย สู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
จากความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ป่วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเดินทางไปถึงการใช้ประโยชน์จริง คือบทบาทของ มหาวิทยาลัยในการเชื่อมองค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรเข้ากับความต้องการ ของสังคม
ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อ ยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและยุโรปในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน
ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการ รวมพลังแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ เพื่อเปลี่ยนโจทย์จากการดูแลผู้ป่วย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถ ต่อยอดได้จริงในอนาคต
ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้ต่างมีเสียงตอบรับหลังการทดลองว่า ทำให้ได้การออกกำลังกายฟื้นฟูตามคำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมกับมีมีตัวอย่าง ท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีนักกายภาพ คอยโทรเช็คและปรับท่าออกกำลังกายให้ทุกอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้ เหมาะสมตามตัวบุคคล
วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักฐานและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูการทรงตัวร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ ก้าวต่อไปคือการนำ องค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ เพื่อขยับงานวิจัยจาก “สิ่งที่เราศึกษา” ให้เข้าใกล้ “สิ่งที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริง” ในอนาคต
- จุฬาฯ เจ๋ง พัฒนานวัตกรรม น้ำลายเทียม จากสารสกัดขิง สำเร็จ
- รพ.จุฬาฯ ใช้เทคโนโลยี Impella System เครื่องปั๊มหัวใจที่เล็กที่สุดในโลก ช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจ
- ชวนผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิต “รวมใจ ให้โลหิต 1 พฤษภาคม วันแรงงานไทย”
- “แพทย์ทางไกล” ตรวจร่างกายคนไข้แบบ 3 มิติ แม้อยู่ไกลก็ใกล้หมอ
- สธ.ตั้งเป้าใช้ Telemedicine - Health Rider - ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ภายใน ก.ย.นี้
ที่มาข้อมูล : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ที่มารูปภาพ : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
