แพทย์ มช. เผย “คำพูด” จาก "ผู้ป่วยวาระสุดท้าย" สิ่งที่กลัวที่สุด ไม่ใช่ "ความตาย" แท้จริงแล้วมนุษย์กลัวอะไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X
แพทย์ มช. เผย “คำพูด” จาก "ผู้ป่วยวาระสุดท้าย" สิ่งที่กลัวที่สุด ไม่ใช่ "ความตาย" แท้จริงแล้วมนุษย์กลัวอะไร?

หลายคนคิดว่า เมื่อแพทย์บอกว่าโรครักษาไม่หาย สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุดคงเป็น “ความตาย”

แต่จากประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง กลับพบว่า สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด หากเป็นการมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในทุกวันที่ยังเหลืออยู่


ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลว่าตนเองจะเสียชีวิตเมื่อไร แต่กังวลว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด กลัวการนอนติดเตียง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ไม่อยากเป็นภาระของคนที่รัก”


หลายคนยังมีเรื่องที่ค้างคาใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม ภาระทางการเงิน หรือเพียงความหวังเล็ก ๆ ที่อยากมีโอกาสเห็นลูกเรียนจบ เห็นหลานเกิด หรือได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเอง


คำพูดที่ทีมรักษาได้ยินบ่อยที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ช่วยให้ผมหาย” แต่กลับเป็น

“ไม่อยากเจ็บปวด”

“ไม่อยากเป็นผู้ป่วยติดเตียง”

“ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว”

และ “อยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด…แต่ขอให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี”


คำพูดเหล่านี้สะท้อนว่า ในช่วงท้ายของชีวิต ผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงเวลาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย


เรื่องที่หลายครอบครัวไม่กล้าพูด

เมื่อคนในครอบครัวล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องอนาคต เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะหมดกำลังใจ

แต่ความเงียบกลับอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญความไม่แน่นอนเมื่อถึงวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้อีก


คำถามง่าย ๆ ที่ควรถามตั้งแต่วันนี้ เช่น

- หากอาการทรุดลง อยากได้รับการดูแลแบบไหน

-อยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านหรือโรงพยาบาล

-อยากรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมากน้อยเพียงใด

- มีเรื่องใดที่ยังค้างคาใจ หรืออยากจัดการให้เรียบร้อยหรือไม่


แม้เป็นคำถามที่ยาก แต่การได้พูดคุยกันตั้งแต่ผู้ป่วยยังตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวคลายความกังวล ลดความสับสน และทำให้การตัดสินใจในอนาคตเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ป่วยจริง ๆ การรับฟัง คือการรักษาอีกแบบหนึ่ง


หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง ไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการรับฟังว่า “ผู้ป่วยให้คุณค่ากับอะไร”


เมื่อทีมรักษาเข้าใจความต้องการของผู้ป่วย การดูแลก็จะสอดคล้องกับชีวิตที่ผู้ป่วยอยากมี ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเจ็บปวด การจัดการเรื่องที่ยังค้างคาใจ การรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือการวางแผนร่วมกับครอบครัวก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้

สรุปข่าว

แพทย์ มช. เผยข้อคิดจาก “คำพูดสุดท้าย” ของผู้ป่วยวาระสุดท้าย ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวที่สุดในยามใกล้ดับสูญ อาจไม่ใช่ “ความตาย” หรือความเจ็บปวดทางกาย แต่คือความรู้สึกติดค้าง สิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ และความสัมพันธ์ที่สายเกินแก้ไข จึงเป็นบทเรียนเตือนสติให้คนยังอยู่เร่งใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและใส่ใจคนที่รักก่อนจะสายเกินไป

หลายคนคิดว่า เมื่อแพทย์บอกว่าโรครักษาไม่หาย สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุดคงเป็น “ความตาย”

แต่จากประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง กลับพบว่า สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด หากเป็นการมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในทุกวันที่ยังเหลืออยู่


ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลว่าตนเองจะเสียชีวิตเมื่อไร แต่กังวลว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด กลัวการนอนติดเตียง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ไม่อยากเป็นภาระของคนที่รัก”


หลายคนยังมีเรื่องที่ค้างคาใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม ภาระทางการเงิน หรือเพียงความหวังเล็ก ๆ ที่อยากมีโอกาสเห็นลูกเรียนจบ เห็นหลานเกิด หรือได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเอง


คำพูดที่ทีมรักษาได้ยินบ่อยที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ช่วยให้ผมหาย” แต่กลับเป็น

“ไม่อยากเจ็บปวด”

“ไม่อยากเป็นผู้ป่วยติดเตียง”

“ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว”

และ “อยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด…แต่ขอให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี”


คำพูดเหล่านี้สะท้อนว่า ในช่วงท้ายของชีวิต ผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงเวลาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย


เรื่องที่หลายครอบครัวไม่กล้าพูด

เมื่อคนในครอบครัวล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องอนาคต เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะหมดกำลังใจ

แต่ความเงียบกลับอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญความไม่แน่นอนเมื่อถึงวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้อีก


คำถามง่าย ๆ ที่ควรถามตั้งแต่วันนี้ เช่น

- หากอาการทรุดลง อยากได้รับการดูแลแบบไหน

-อยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านหรือโรงพยาบาล

-อยากรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมากน้อยเพียงใด

- มีเรื่องใดที่ยังค้างคาใจ หรืออยากจัดการให้เรียบร้อยหรือไม่


แม้เป็นคำถามที่ยาก แต่การได้พูดคุยกันตั้งแต่ผู้ป่วยยังตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวคลายความกังวล ลดความสับสน และทำให้การตัดสินใจในอนาคตเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ป่วยจริง ๆ การรับฟัง คือการรักษาอีกแบบหนึ่ง


หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง ไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการรับฟังว่า “ผู้ป่วยให้คุณค่ากับอะไร”


เมื่อทีมรักษาเข้าใจความต้องการของผู้ป่วย การดูแลก็จะสอดคล้องกับชีวิตที่ผู้ป่วยอยากมี ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเจ็บปวด การจัดการเรื่องที่ยังค้างคาใจ การรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือการวางแผนร่วมกับครอบครัวก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้

ประเทศไทยยังมีกฎหมายรองรับการทำ “หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า” (Living Will) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถระบุความประสงค์เกี่ยวกับการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้ครอบครัวและทีมรักษาตัดสินใจได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย แม้ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้แล้ว


สามารถศึกษาตัวอย่างรูปแบบเอกสารได้จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ www.thailivingwill.in.th  เว็บไซต์ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ https://w1.med.cmu.ac.th/family/knowledge/for-doctor/book/6167 ของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง


ความเข้าใจผิดที่ควรเปลี่ยน

หลายคนยังเข้าใจว่า การดูแลแบบประคับประคองคือการหยุดรักษา หรือเป็นการรอให้ผู้ป่วยเสียชีวิต


แต่ในความเป็นจริง การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ หากเป็นการดูแลควบคู่กับการรักษาหลัก โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


เช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่ามอร์ฟีนทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะยาดังกล่าวใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการหอบเหนื่อย ภายใต้ข้อบ่งชี้และการดูแลของแพทย์อย่างเหมาะสม


ส่วนการุณยฆาตนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ การดูแลแบบประคับประคองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการเสียชีวิต แต่เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

อ.พญ.ถวัลย์รัตน์  รัตนสิริ ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เพราะการดูแลที่ดีที่สุด ไม่ใช่การยื้อชีวิตเสมอไป

การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ และไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด


ในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสใช้ชีวิตตามคุณค่าที่ตนเองต้องการ ขณะที่ครอบครัวก็มีเวลาพูดคุย วางแผน และเตรียมความพร้อมร่วมกัน


ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้เปลี่ยนจุดหมายปลายทางของชีวิต แต่เปลี่ยนวิธีการเดินทางให้เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ป่วย และความรักที่ยังคงอยู่ในทุกช่วงเวลาจนถึงวันสุดท้าย


เพราะบางครั้งของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้คนที่รัก ไม่ใช่การยื้อเวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้ทุกวันที่เหลืออยู่ เป็นวันที่มีคุณภาพและมีความหมายที่สุด


ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง