ระวัง! "กินหวานทุกวัน" "เลือดอาจกลายเป็นไขมัน" ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยง"ตับอ่อนอักเสบ"ถึงชีวิต

Share on Line Share on Facebook Share on X
ระวัง! "กินหวานทุกวัน" "เลือดอาจกลายเป็นไขมัน" ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยง"ตับอ่อนอักเสบ"ถึงชีวิต

“เลือดสีขาวเหมือนไขมันหมู” หลายคนอาจเคยเห็นภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ เกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภาวะนี้อาจเกิดจาก ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงมากผิดปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และในรายที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


เลือดกลายเป็นสีขาว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อเจาะเลือดตรวจสุขภาพ บางรายอาจพบว่าเลือดหรือพลาสมามีลักษณะ ขาวขุ่นคล้ายไขมัน ซึ่งเกิดจากการมี ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยมักพบเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยทั่วไป ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เหมาะสมควร ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 200–499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่ามีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก


หากสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เลือดอาจมีลักษณะขาวขุ่นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะไขมันในเลือดสูงระดับรุนแรง


อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงตับอ่อนอักเสบและเสียชีวิตได้

ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในผลตรวจเลือด แต่สามารถกระตุ้นให้เกิด ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์


อาการของภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

- ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย ปวดร้าวไปด้านหลัง

- คลื่นไส้ อาเจียน

- มีไข้

- ท้องอืด

- ถ่ายเหลว หากมีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแบบรุนแรง อาจทำให้อวัยวะสำคัญทำงานล้มเหลว เช่น ไตวาย การหายใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเรื้อรัง ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย


บางคนไม่มีอาการ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก อาจพบ ตุ่มไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ตุ่มเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม พบได้บริเวณก้น สะโพก ข้อศอก หัวเข่า ต้นขา ไหล่ และหลังส่วนบน บางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย ผื่นนูนนี้สามารถยุบลงได้เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง


กินหวาน ทำไมถึงกลายเป็นไขมันในเลือด?

หลายคนเข้าใจว่า “ไขมันในเลือดสูง” เกิดจากการกินของมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน


เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็น ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งสะสมไว้ในตับ และปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น อาหารที่ควรระวัง ได้แก่

- ข้าวขาว

- ขนมปังขาว

- ขนมเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท

- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

- เส้นพาสต้าทั่วไป

-น้ำผลไม้

- เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

สรุปข่าว

ภาวะ "เลือดขาวคล้ายไขมันหมู" เกิดจากมีไตรกลีเซอไรด์สูงวิกฤต (เกิน 1,000 mg/dL) ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการกินหวาน แป้งขัดสี และของมันมากเกินไป จนตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันเข้าสู่กระแสเลือด ภัยเงียบนี้มักไม่แสดงอาการ แต่อาจเตือนด้วยตุ่มไขมันใต้ผิวหนัง และเสี่ยงกระตุ้นให้เกิด "ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน" รุนแรงจนอวัยวะล้มเหลวถึงชีวิตได้

“เลือดสีขาวเหมือนไขมันหมู” หลายคนอาจเคยเห็นภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ เกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภาวะนี้อาจเกิดจาก ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงมากผิดปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และในรายที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


เลือดกลายเป็นสีขาว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อเจาะเลือดตรวจสุขภาพ บางรายอาจพบว่าเลือดหรือพลาสมามีลักษณะ ขาวขุ่นคล้ายไขมัน ซึ่งเกิดจากการมี ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยมักพบเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยทั่วไป ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เหมาะสมควร ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 200–499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่ามีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก


หากสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เลือดอาจมีลักษณะขาวขุ่นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะไขมันในเลือดสูงระดับรุนแรง


อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงตับอ่อนอักเสบและเสียชีวิตได้

ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในผลตรวจเลือด แต่สามารถกระตุ้นให้เกิด ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์


อาการของภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

- ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย ปวดร้าวไปด้านหลัง

- คลื่นไส้ อาเจียน

- มีไข้

- ท้องอืด

- ถ่ายเหลว หากมีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแบบรุนแรง อาจทำให้อวัยวะสำคัญทำงานล้มเหลว เช่น ไตวาย การหายใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเรื้อรัง ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย


บางคนไม่มีอาการ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก อาจพบ ตุ่มไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ตุ่มเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม พบได้บริเวณก้น สะโพก ข้อศอก หัวเข่า ต้นขา ไหล่ และหลังส่วนบน บางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย ผื่นนูนนี้สามารถยุบลงได้เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง


กินหวาน ทำไมถึงกลายเป็นไขมันในเลือด?

หลายคนเข้าใจว่า “ไขมันในเลือดสูง” เกิดจากการกินของมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน


เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็น ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งสะสมไว้ในตับ และปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น อาหารที่ควรระวัง ได้แก่

- ข้าวขาว

- ขนมปังขาว

- ขนมเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท

- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

- เส้นพาสต้าทั่วไป

-น้ำผลไม้

- เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

ไม่ใช่แค่ของหวาน ของมันก็เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ได้

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ สามารถกระตุ้นให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เช่น

- เนื้อสัตว์ติดมัน

- หมูสามชั้น

- หนังหมู หนังไก่ หนังเป็ด

-ไส้กรอกและเนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ

- กะทิ

- น้ำมันปาล์ม

- น้ำมันมะพร้าว

- เนยเทียม

- ครีมเทียม

- เบเกอรี่บางชนิด

- อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ๆ

- อาหารฟาสต์ฟู้ด


นอกจากนี้ ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงยังอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไตวาย ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศ สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากดภูมิคุ้มกัน และยารักษาสิวบางชนิด


ใครบ้างที่ควรตรวจไขมันในเลือด?

เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทยจึงแนะนำให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองภาวะไขมันผิดปกติในเลือด แม้จะไม่มีอาการก็ตาม


การตรวจครั้งแรกมักประกอบด้วย

-ระดับไตรกลีเซอไรด์

- โคเลสเตอรอลรวม

- โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)


ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหาระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้ ลดไตรกลีเซอไรด์ เริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม

การดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยควร

- ลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เลือกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ถั่ว และพืชหัว

- ลดน้ำตาลให้ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน

- ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์


เพิ่มการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาอินทรี และปลาช่อน

หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตัว ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แม้ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ระดับไขมันสูงมาก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข้อมูล คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ https://www.med.cmu.ac.th/web/uncategorized/29234/

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง