รับมือฟุตบอลโลก 2026! ภาคีเครือข่ายเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน หลังคาดตัวเลขนักพนันไทยพุ่งเกิน 5 ล้านคน

ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติดและเครือข่ายสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม จัดกิจกรรม Kick Off แคมเปญ “Fan Fair No Foul เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์” เนื่องในเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า เทศกาลฟุตบอลโลกถือเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจพนันใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกอย่างเข้มข้น มีการคาดการณ์ว่าช่วงฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีคนไทยเล่นพนันฟุตบอลเพิ่มจากประมาณ 4 ล้านคน เพิ่มเป็นมากกว่า 5 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 34% จะเป็นเด็กและเยาวชน
โดยข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ปี 2566 พบว่า เยาวชนและคนรุ่นใหม่อายุ 15-25 ปี เคยเห็นโฆษณาหรือถูกชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์ 87.7% ขณะที่นักพนันหน้าใหม่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 19.5 ปี และมีผู้เริ่มเล่นตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี สอดคล้องกับ รายงานสถานการณ์พฤติกรรมและผลกระทบการพนันภาพรวมระดับประเทศ ปี 2568 พบว่า ประชาชน 88% เคยเห็นโฆษณาหรือช่องทางชักชวนเล่นพนัน และ 85% เห็นด้วยว่าควรมีการสื่อสารให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของการพนันมากขึ้น

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน Fan Fair No Foul เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และชวนสังคมร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยงในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ใช้แนวคิดการเปรียบเทียบกับกติกาฟุตบอล โดย “Fan” คือการใส่ใจคนในครอบครัวและคนที่รัก “Fair” คือการเชียร์กีฬาอย่างมีสปิริต มีน้ำใจนักกีฬา และไม่ปล่อยให้การพนันหรือแอลกอฮอล์ทำลายความสัมพันธ์ ส่วน “No Foul” คือ การไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายคนรอบข้าง ทั้งทางอารมณ์ คำพูด และการกระทำ ความน่ากังวลของเทศกาลฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ที่การพนันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเชียร์กีฬา อาจกลายเป็นปัจจัยเสริมความเสี่ยงเมื่อเกิดขึ้นร่วมกับการลุ้น หรือเสียพนัน หรือผิดหวังจากผลการแข่งขัน
“องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุในเอกสาร Youth violence and alcohol ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ว่า การใช้แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานด้านความคิดและร่างกาย และการดื่มในระดับเสี่ยงอาจลดความสามารถในการควบคุมตนเอง การประเมินข้อมูล และการประเมินความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มความแปรปรวนทางอารมณ์และความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจทำให้บางคนมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากขึ้นในสถานการณ์เผชิญหน้า ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ขอชวนแฟนบอลทุกคนร่วมกันจัดการ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. จัดการเวลา 2. จัดการอารมณ์ และ 3. จัดการการเงิน ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน เพราะไม่ว่าทีมที่เชียร์จะชนะหรือแพ้ สิ่งสำคัญที่สุดคือคนในครอบครัวและคนข้างกายที่ร่วมใช้ชีวิตกับเรา การเชียร์บอลที่ดีจึงต้องไม่ทำให้ใครกลายเป็นผู้แพ้จากเทศกาลฟุตบอลโลกครั้งนี้” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

สรุปข่าว
ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติดและเครือข่ายสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม จัดกิจกรรม Kick Off แคมเปญ “Fan Fair No Foul เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์” เนื่องในเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า เทศกาลฟุตบอลโลกถือเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจพนันใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกอย่างเข้มข้น มีการคาดการณ์ว่าช่วงฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีคนไทยเล่นพนันฟุตบอลเพิ่มจากประมาณ 4 ล้านคน เพิ่มเป็นมากกว่า 5 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 34% จะเป็นเด็กและเยาวชน
โดยข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ปี 2566 พบว่า เยาวชนและคนรุ่นใหม่อายุ 15-25 ปี เคยเห็นโฆษณาหรือถูกชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์ 87.7% ขณะที่นักพนันหน้าใหม่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 19.5 ปี และมีผู้เริ่มเล่นตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี สอดคล้องกับ รายงานสถานการณ์พฤติกรรมและผลกระทบการพนันภาพรวมระดับประเทศ ปี 2568 พบว่า ประชาชน 88% เคยเห็นโฆษณาหรือช่องทางชักชวนเล่นพนัน และ 85% เห็นด้วยว่าควรมีการสื่อสารให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของการพนันมากขึ้น

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน Fan Fair No Foul เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และชวนสังคมร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยงในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ใช้แนวคิดการเปรียบเทียบกับกติกาฟุตบอล โดย “Fan” คือการใส่ใจคนในครอบครัวและคนที่รัก “Fair” คือการเชียร์กีฬาอย่างมีสปิริต มีน้ำใจนักกีฬา และไม่ปล่อยให้การพนันหรือแอลกอฮอล์ทำลายความสัมพันธ์ ส่วน “No Foul” คือ การไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายคนรอบข้าง ทั้งทางอารมณ์ คำพูด และการกระทำ ความน่ากังวลของเทศกาลฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ที่การพนันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเชียร์กีฬา อาจกลายเป็นปัจจัยเสริมความเสี่ยงเมื่อเกิดขึ้นร่วมกับการลุ้น หรือเสียพนัน หรือผิดหวังจากผลการแข่งขัน
“องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุในเอกสาร Youth violence and alcohol ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ว่า การใช้แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานด้านความคิดและร่างกาย และการดื่มในระดับเสี่ยงอาจลดความสามารถในการควบคุมตนเอง การประเมินข้อมูล และการประเมินความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มความแปรปรวนทางอารมณ์และความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจทำให้บางคนมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากขึ้นในสถานการณ์เผชิญหน้า ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ขอชวนแฟนบอลทุกคนร่วมกันจัดการ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. จัดการเวลา 2. จัดการอารมณ์ และ 3. จัดการการเงิน ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน เพราะไม่ว่าทีมที่เชียร์จะชนะหรือแพ้ สิ่งสำคัญที่สุดคือคนในครอบครัวและคนข้างกายที่ร่วมใช้ชีวิตกับเรา การเชียร์บอลที่ดีจึงต้องไม่ทำให้ใครกลายเป็นผู้แพ้จากเทศกาลฟุตบอลโลกครั้งนี้” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ด้านนายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ฟุตบอลโลกเป็นช่วงเวลาที่เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงเข้าสู่วงจรการพนันมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรมพินิจฯ จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการเชิงรุกผ่านสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 77 แห่ง และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเรียนรู้เท่าทันการพนัน
พร้อมทั้งขยายผลสู่สถานศึกษาและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของการพนันออนไลน์และอ๊อฟไลน์ รวมทั้งพฤติกรรมเสี่ยงอื่นการพนันฟุตบอลไม่ใช่เพียงเรื่องของการเสี่ยงโชค แต่เป็นประตูสู่ปัญหาหนี้สิน การหลอกลวงออนไลน์ และการกระทำผิดรูปแบบต่าง ๆ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ร่วมกับภาคีเครือข่ายสำรวจพฤติกรรม อารมณ์ความรู้สึก และผลที่เกิดตามมาจากการชมฟุตบอล จากประชาชนจำนวน 1,023 คน พบว่า การดูฟุตบอลทำให้แฟนบอลราว 22% หลุดโลกไปชั่วขณะในช่วง 90 นาทีที่ฟุตบอลแข่งจนหลงลืมคนรอบข้าง ขณะที่ 42% ระบุว่าจดจ่อกับการชมฟุตบอลทำให้ตนละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัว เช่น การช่วยงานบ้าน 30% ยอมรับว่าเกิดความไม่พอใจหากถูกขัดจังหวะขณะชมฟุตบอล ที่น่าสังเกตคือ 53% ยอมรับว่าตนมีอารมณ์หงุดหงิดหากทีมที่เชียร์แพ้ในนัดที่มีความคาดหวัง 28% ยังคงมีอารมณ์ติดลบตกค้างข้ามวันข้ามคืนจากการอดนอน เสียพนัน หรือผลแพ้ชนะที่ไม่สมหวัง นอกจากนี้ 27% มีการเล่นพนัน 42% มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 17% มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นเพราะการชมฟุตบอล ด้านการใช้จ่าย พบว่า 43% สิ้นเปลืองเงินไปกับการซื้อเสื้อฟุตบอลและเครื่องตกแต่งอื่น ๆ และ 20% ขาดเงินจับจ่ายใช้สอยเพราะการเชียร์ฟุตบอล


“จากผลการสำรวจสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า การเชียร์ฟุตบอลมีโอกาสเป็นชนวนของความรุนแรงลักษณะใดลักษณะหนึ่งในครอบครัวได้ นับแต่ความรุนแรงทางทั้งความรุนแรงทางวาจา ทางอารมณ์และจิตใจ ทางเศรษฐกิจ และทางร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นพนัน และการควบคุมอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจนำมาสู่การใช้ความรุนแรงได้ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าว

- การวิจัยชี้ ความเสียหายต่อร่างกายจากแอลกอฮอล์หลายอย่างย้อนกลับได้
- อุตุฯ เตือนพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมากวันที่ 22 พ.ค. 69
- นักวิจัยพบวิธีกู้คืนร่างกายที่เสียหายจากการดื่มแอลกอฮอล์
- ถึงเวลาหรือยัง? แยก 'สนุกเกอร์' ออกจากการพนัน เมื่อกฎหมายปี 2478 ไม่ตอบโจทย์ปัจจุบัน
- เตือนภัย รถปลอมทั้งคัน ทะเบียน-เล่ม-ภาษีเสี่ยงคดีหนัก
ที่มาข้อมูล : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ที่มารูปภาพ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
