
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ กุญแจดอกสำคัญที่อาจใช้เผด็จศึกไวรัสอีโบลา โดยระบุว่า
นักวิทยาศาสตร์พบ “ไวรัสบอมบาลี” อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การไขความลับและพิชิตโรคอีโบลา
ขณะที่ตอนนี้โรคอีโบลากำลังเป็นที่น่าจับตามองจากสถานการณ์ในแอฟริกาที่ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง วันนี้มีงานวิจัยชิ้นนึงเพิ่งออกมาใน Nature Communications เกี่ยวกับการค้นพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในตระกูลอีโบลาที่มีชื่อว่า “ไวรัสบอมบาลี” (Bombali virus) ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในค้างคาวกินแมลงที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนในประเทศเซียร์ราลีโอน และต่อมายังพบในอีกหลายประเทศทั่วทวีปแอฟริกา
ความน่าสนใจคือ แม้โครงสร้างทางพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้จะบ่งชี้ว่ามันสามารถเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยที่แสดงอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจากไวรัสบอมบาลีในธรรมชาติเลย ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสงสัยว่า ไวรัสชนิดใหม่นี้จะก่ออันตรายต่อมนุษย์ได้มากน้อยเพียงใด และมันจะสามารถช่วยให้เราเข้าใจกลไกการเอาชีวิตรอดจากโรคอีโบลาได้หรือไม่
เพื่อหาคำตอบนี้ ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาโดยการนำไวรัสบอมบาลีที่สร้างขึ้นใหม่ในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ไปทดสอบในลิงแสมซึ่งเป็นสัตว์ต้นแบบมาตรฐานที่มีการตอบสนองต่อโรคและระบบภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับคน ผลการศึกษาพบว่า ลิงแสมที่ได้รับไวรัสบอมบาลีแสดงอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกับโรคอีโบลาทั่วไป เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีผื่นแดงตามผิวหนัง รวมถึงมีภาวะเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวต่ำลงชั่วคราว ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคอีโบลา
แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและอาจเป็นข่าวดีคือ ลิงแสมทุกตัวในการศึกษานี้สามารถเอาชนะไวรัสและรอดชีวิตได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างจากกลุ่มควบคุมที่ได้รับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมักจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกินเก้าวัน
สรุปข่าว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ กุญแจดอกสำคัญที่อาจใช้เผด็จศึกไวรัสอีโบลา โดยระบุว่า
นักวิทยาศาสตร์พบ “ไวรัสบอมบาลี” อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การไขความลับและพิชิตโรคอีโบลา
ขณะที่ตอนนี้โรคอีโบลากำลังเป็นที่น่าจับตามองจากสถานการณ์ในแอฟริกาที่ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง วันนี้มีงานวิจัยชิ้นนึงเพิ่งออกมาใน Nature Communications เกี่ยวกับการค้นพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในตระกูลอีโบลาที่มีชื่อว่า “ไวรัสบอมบาลี” (Bombali virus) ซึ่งตรวจพบครั้งแรกในค้างคาวกินแมลงที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนในประเทศเซียร์ราลีโอน และต่อมายังพบในอีกหลายประเทศทั่วทวีปแอฟริกา
ความน่าสนใจคือ แม้โครงสร้างทางพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้จะบ่งชี้ว่ามันสามารถเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยที่แสดงอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจากไวรัสบอมบาลีในธรรมชาติเลย ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสงสัยว่า ไวรัสชนิดใหม่นี้จะก่ออันตรายต่อมนุษย์ได้มากน้อยเพียงใด และมันจะสามารถช่วยให้เราเข้าใจกลไกการเอาชีวิตรอดจากโรคอีโบลาได้หรือไม่
เพื่อหาคำตอบนี้ ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาโดยการนำไวรัสบอมบาลีที่สร้างขึ้นใหม่ในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ไปทดสอบในลิงแสมซึ่งเป็นสัตว์ต้นแบบมาตรฐานที่มีการตอบสนองต่อโรคและระบบภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับคน ผลการศึกษาพบว่า ลิงแสมที่ได้รับไวรัสบอมบาลีแสดงอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกับโรคอีโบลาทั่วไป เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีผื่นแดงตามผิวหนัง รวมถึงมีภาวะเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวต่ำลงชั่วคราว ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคอีโบลา
แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและอาจเป็นข่าวดีคือ ลิงแสมทุกตัวในการศึกษานี้สามารถเอาชนะไวรัสและรอดชีวิตได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างจากกลุ่มควบคุมที่ได้รับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมักจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกินเก้าวัน
เมื่อนักวิจัยเจาะลึกไปถึงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของสิ่งมีชีวิตสามารถเอาชนะไวรัสบอมบาลีได้ พวกเขาพบว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่ “เวลา” และ “ความเร็ว” ในการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยธรรมชาติแล้วไวรัสบอมบาลีจะเพิ่มจำนวนตัวเองในร่างกายได้ช้ากว่าไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ที่รุนแรงอย่างเห็นได้ชัด การที่ไวรัสเพิ่มจำนวนช้าลงนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีเวลามากพอที่จะตั้งตัวและสร้างกลไกป้องกันขึ้นมาต่อสู้
โดยร่างกายของลิงแสมสามารถสร้างแอนติบอดีหรือสารภูมิคุ้มกันที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสบอมบาลีได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง จนสามารถกำจัดไวรัสออกจากกระแสเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้อย่างหมดจดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยที่อวัยวะสำคัญอย่างตับและไตไม่ได้รับความเสียหายรุนแรงเหมือนกับการติดเชื้ออีโบลาสายพันธุ์อื่น
นอกจากนี้ การวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของไวรัสบอมบาลีที่หมุนเวียนอยู่ในตัวลิงยังแสดงให้เห็นว่า ไวรัสไม่ได้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อปรับตัวให้เก่งขึ้นหรือก่อโรครุนแรงขึ้นในร่างกายของสัตว์กลุ่มลิงลมและลิงแสม ซึ่งช่วยลดความกังวลในระดับหนึ่งเกี่ยวกับโอกาสที่ไวรัสชนิดนี้จะข้ามสายพันธุ์มาระบาดในมนุษย์อย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
อย่างไรก็ดี เมื่อนำน้ำเหลืองหรือเซรั่มของลิงที่หายดีแล้วมาทดสอบ พบว่าแม้ภูมิคุ้มกันจะสามารถจดจำและทำปฏิกิริยากับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์อื่น ๆ ได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งหรือทำลายไวรัสอีโบลาสายพันธุ์รุนแรงในภูมิภาคเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายความว่าการเคยได้รับไวรัสบอมบาลีอาจไม่ได้ช่วยปกป้องเราจากโรคอีโบลาสายพันธุ์ดั้งเดิมได้โดยตรง
การค้นพบในครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะการมีแบบจำลองของสิ่งมีชีวิตที่สามารถติดเชื้ออีโบลาแล้วรอดชีวิตได้เองตามธรรมชาติ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่า ร่างกายต้องตอบสนองอย่างไรและต้องสร้างภูมิคุ้มกันแบบไหนจึงจะสามารถเอาชนะโรคร้ายนี้ได้ ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น รวมถึงการคิดค้นยาและแนวทางการรักษาใหม่ ๆ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคอีโบลาในอนาคต
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
