เมื่อรู้สึกว่าครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ควรจัดการกับจิตใจอย่างไร ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อรู้สึกว่าครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ควรจัดการกับจิตใจอย่างไร ?

ข่าวบันเทิงที่คนจับตามองมากที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้น กระแสข่าวของเหล่าคนดังที่ต่างออกมาเปิดเผยเรื่องราวความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ชวนให้ตั้งคำถามและเป็นกรณีศึกษา ว่าถ้าหากวันหนึ่ง เราไม่รู้สึกว่าครอบครัวเป็นเซฟโซนอีกต่อไป ควรดูแลสภาพจิตใจของเราอย่างไร ?

สรุปข่าว

เรื่องราวความสัมพันธ์กับครอบครัวของคนในวงการบันเทิง ชวนให้สังคมตั้งคำถาม เราควรทำอย่างไร ในวันที่รู้สึกว่าครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน

ข่าวบันเทิงที่คนจับตามองมากที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้น กระแสข่าวของเหล่าคนดังที่ต่างออกมาเปิดเผยเรื่องราวความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ชวนให้ตั้งคำถามและเป็นกรณีศึกษา ว่าถ้าหากวันหนึ่ง เราไม่รู้สึกว่าครอบครัวเป็นเซฟโซนอีกต่อไป ควรดูแลสภาพจิตใจของเราอย่างไร ?

ครอบครัวเป็นพิษ

ในสังคมไทย เรามักเติบโตมากับความเชื่อว่าครอบครัวคือที่พึ่งสุดท้าย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวังดี และการให้อภัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็อาจซ่อนปัญหาที่ซับซ้อนเอาไว้ ทั้งการควบคุม การเพิกเฉย การใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่การละเมิดที่ถูกทำให้เงียบงันเพราะคำว่า “เรื่องในบ้าน”

ซูซาน ฟอร์วาร์ด นักจิตบำบัดผู้เขียนหนังสือ "Toxic Parents" หรือ บุพการีมีพิษ อธิบายว่า ครอบครัวที่เป็นพิษไม่ได้หมายถึงครอบครัวที่เลวร้ายตลอดเวลา แต่คือครอบครัวที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ใช้อำนาจเหนือเด็ก หรือทำให้เด็กรู้สึกผิดกับความต้องการของตัวเอง เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มักเรียนรู้ที่จะกดทับความรู้สึก และสับสนว่าความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของความรัก

ฟอร์วาร์ด อธิบายว่า พ่อแม่ลักษณะนี้มักไม่ตระหนักว่าพฤติกรรมของตนสร้างบาดแผล เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำคือ “ความหวังดี” หรือ “การเลี้ยงดูที่ถูกต้อง” แต่สำหรับเด็กแล้ว สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง และทำให้เติบโตมาพร้อมความกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Bessel van der Kolk  จิตแพทย์ชาวดัตช์-อเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและการรักษาบาดแผลทางใจ ที่อธิบายว่า ประสบการณ์กระทบกระเทือนทางจิตใจในวัยเด็ก โดยเฉพาะจากคนใกล้ชิด สามารถส่งผลต่อสมอง ระบบประสาท และความรู้สึกปลอดภัยในระยะยาว ทำให้บางคนเติบโตมาโดยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ หรือการจัดการอารมณ์ แม้ภายนอกจะดูใช้ชีวิตได้ปกติ

หากมองจากมุมนี้ การที่ใครบางคนเลือก “ถอยออกมา” จากครอบครัว หรือสร้างระยะห่าง อาจไม่ใช่การตัดขาดอย่างไร้เหตุผล ในทางจิตวิทยา กล่าวว่า นี่คือความพยายามดูแลตัวเองในแบบที่เขาทำได้ดีที่สุด นักจิตวิทยาหลายคนมองว่า การตั้งขอบเขตกับคนในครอบครัวเป็นทักษะสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดี โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย


ต้องทำอย่างไร เมื่อครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน

1. ยอมรับว่ามีปัญหา ไม่หนี

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้คือ เราทุกคน มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในบ้านของตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ในบ้านกำลังเป็นอันตราย หรือมีแนวโน้มจะเป็นอันตราย ไม่ว่าต้องทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องบอมรับความจริง และไม่เลือกที่หนีปัญหา เพื่อจะหาทางแก้ไข และพาตัวเองออกจากสถานการณ์เลวร้ายให้มากที่สุเ

2. พูดคุยกับใครสักคน และขอความช่วยเหลือ

หากคุณเริ่มตระหนักแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านไม่โอเค สิ่งสำคัญคือการบอกใครสักคนเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ อย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือ 

3. แวดล้อมด้วยคนที่พร้อมซัพพอร์ต

กำลังใจสำคัญมากในเวลาที่เริ่มรับรู้ว่า บ้านไม่ปลอดภัย การอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านที่ไม่ปลอดภัยส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างคาดไม่ถึง ทำให้รู้สึกเสียใจ เครียด หงุดหงิด โกรธ หรือเหนื่อยล้าอย่างมาก เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกลัว อับอาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรเมื่อคุณเล่าเรื่องนี้ แต่การได้พูดคุยและระบายออกมาบ้างสามารถช่วยแบ่งเบาความหนักใจได้

4. ปรึกษาแพทย์-ผู้เชี่ยวชาญ

อย่าลืมว่าบ้านที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ความผิดของเราเสมอไป เมื่อความเป็นพิษของคนในครอบครัวส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ ต้องให้นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ช่วยเหลือ เพื่อช่วยให้รับมือกับสถานการณ์และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้

ที่มาข้อมูล : TNN Health

ที่มารูปภาพ : psiscott, naphat_nine

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย