หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 31 ต.ค. 2569 ลบ 572.25 จุด Nasdaq ดิ่ง 2.86%

Share on Line Share on Facebook Share on X
หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 31 ต.ค. 2569 ลบ 572.25 จุด Nasdaq ดิ่ง 2.86%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงในสัดส่วนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน หลังผลประกอบการรายไตรมาสของ Intel และ Amazon สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนว่าบริษัทต่าง ๆ จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด

สรุปข่าว

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการ Intel และ Amazon กดดันหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นชิปอย่างหนัก ดัน Nasdaq ดิ่ง 2.86% ขณะที่หุ้น Intel ทรุด 28.6% ท่ามกลางความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงในสัดส่วนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน หลังผลประกอบการรายไตรมาสของ Intel และ Amazon สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนว่าบริษัทต่าง ๆ จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ ปิดลบ 572.25 จุด Nasdaq ดิ่ง 2.86%

ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ดังนี้

  • ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,770.31 จุด ลดลง 572.25 จุด หรือ 1.09%
  • ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,580.07 จุด ลดลง 140.32 จุด หรือ 1.82%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,437.00 จุด ลดลง 747.73 จุด หรือ 2.86%

ทั้ง 3 ดัชนีหลักปรับตัวลงตลอดทั้งสัปดาห์ โดย S&P 500 และ Nasdaq ปิดเดือนตุลาคมในแดนลบ ขณะที่ดาวโจนส์ยังคงปรับตัวขึ้นได้ในภาพรวมรายเดือน

ด้าน Nasdaq ปรับตัวลงแล้ว 7.8% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อหุ้นเทคโนโลยี

หุ้น Intel ร่วง 28.6% ฉุดหุ้นชิปทรุดหนัก

แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีเริ่มต้นขึ้นหลัง Intel และ Amazon เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน โดยหุ้น Intel ดิ่งลงถึง 28.6% ขณะที่หุ้น Amazon ลดช่วงติดลบลงระหว่างการซื้อขาย

แรงกดดันยังลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มชิป โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 4.2% และ AMD ดิ่งลง 10.9% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมลดลง 7.2% ส่งผลให้การปรับตัวลงในเดือนตุลาคมมีสัดส่วนมากกว่า 15%

นอกจากนี้ หุ้นผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์อย่าง Dell และ HP ปรับตัวลงอย่างหนัก โดย Dell ร่วง 10.8% และ HP ลดลง 9.6%

นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดในสัปดาห์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปฏิกิริยาต่อผลประกอบการรายบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางของ AI ว่าบริษัทต่าง ๆ จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนหรือไม่ และต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงในเดือนตุลาคมรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการสื่อสารลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565

กำไรบริษัท S&P 500 ยังเติบโต แม้ตลาดกังวลหุ้นเทคโนโลยี

สำหรับฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ผ่านพ้นช่วงครึ่งทางไปแล้ว โดยมีบริษัท 299 แห่งในดัชนี S&P 500 รายงานผลประกอบการ ซึ่งในจำนวนนี้ 82% มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของ LSEG

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 31.6% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

หุ้น Exxon Mobil-Chevron บวก สวนทางตลาดหุ้นนิวยอร์ก

หุ้นกลุ่มพลังงานบางบริษัทปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด หลัง Exxon Mobil และ Chevron รายงานกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยได้รับประโยชน์จากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ส่งผลให้หุ้น Exxon Mobil ปรับตัวขึ้น 2.2% ขณะที่หุ้น Chevron เพิ่มขึ้น 2.8%

ด้านหุ้น Starbucks ลดลง 1.8% หลังบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ตลอดทั้งปีจะลดลง เนื่องจากการขายกิจการในจีนออกไป

หุ้นคริปโทฯ ร่วง หลังมีรายงานแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์จาก Binance

หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีปรับตัวลงเช่นกัน โดย Coinbase, Strategy และ Robinhood ลดลงในช่วง 7.2-10.6% หลังมีรายงานว่าแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์มูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก

ภาพรวมการซื้อขายในวันศุกร์จึงสะท้อนแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความผิดหวังต่อผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี ความกังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI และความเสี่ยงในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงทั้ง 3 ดัชนีหลัก

ที่มาข้อมูล : ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

ที่มารูปภาพ : AFP

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย