ดร.เสรี เตือนฝนหนัก 25-29 ก.ย. ระวังน้ำท่วมขังลุ่มต่ำ แต่ยังไม่ใช่ “มหาอุทกภัย”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ดร.เสรี เตือนฝนหนัก 25-29 ก.ย. ระวังน้ำท่วมขังลุ่มต่ำ  แต่ยังไม่ใช่ “มหาอุทกภัย”

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนัก พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 25–29 กันยายน

 

โดยระบุว่าศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อัปเดตสถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักมาก น้ำไหลหลาก และน้ำท่วมชุมชน ระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน โดยพบว่า

 

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดฝนรุนแรงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 กันยายน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก โดยอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบในลักษณะเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากทั้งปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก และที่สำคัญ ปริมาณน้ำหลากที่ไหลผ่านนครสวรรค์ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50%


สรุปข่าว

“ดร.เสรี”เตือนฝนหนักช่วงวันที่25–29 ก.ย. เสี่ยงน้ำท่วมขังบริเวณภาคกลาง–ตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำหรับการระบายน้ำผ่านเขื่อยเจ้าพระยาปัจจุบันอยู่ที่1,750 ลบ.ม./วินาที อาจกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำย้ำสถานการณ์ยังไม่เหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 แต่พื้นที่สีเหลือง–ส้มต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนัก พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 25–29 กันยายน

 

โดยระบุว่าศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อัปเดตสถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักมาก น้ำไหลหลาก และน้ำท่วมชุมชน ระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน โดยพบว่า

 

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดฝนรุนแรงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 กันยายน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก โดยอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบในลักษณะเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากทั้งปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก และที่สำคัญ ปริมาณน้ำหลากที่ไหลผ่านนครสวรรค์ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50%


สำหรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หากอยู่ที่ระดับ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไป จะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เสนา อ.บางบาล และ อ.ผักไห่ โดยปัจจุบันการระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในระยะสั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงอาจทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ดังกล่าวสูงขึ้น


การวางแผนเผชิญเหตุจึงควรมุ่งเน้น 7 มาตรการหลัก ได้แก่

  1. ป้องกันพื้นที่สาธารณูปโภคสำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า และระบบประปา
  2. ลดการระบายน้ำจากเขื่อนหลักตอนบน เนื่องจากปริมาณฝนที่คาดการณ์ในพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง
  3. เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
  4. เร่งระบายน้ำเข้าสู่แก้มลิงธรรมชาติ
  5. ประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูล และแจ้งเตือนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา โดยต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ปรับเพิ่มหรือลดการระบาย เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
  6. ติดตั้งและกระจายเครื่องสูบน้ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมขังในชุมชน
  7. เตรียมการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์


ขณะที่ภาพฝนจากการพยากรณ์โดยแบบจำลอง AI แสดงให้เห็นว่า ตลอดวันนี้ฝนจะยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคกลางเป็นหลัก โดยมีลักษณะตก ๆ หยุด ๆ และมีทั้งช่วงฝนหนักและฝนเบาสลับกัน ลักษณะดังกล่าวทำให้ระบบระบายน้ำยังสามารถทำงานได้ในภาพรวม ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ส่วนพื้นที่ที่ปรากฏเป็นเฉดสีเหลืองและสีส้ม ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม


สถานการณ์ฝนหนักและน้ำท่วมต้องติดตามจากข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง การเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ และการรับมือในพื้นที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมตัวได้ทันเวลา