“เอลนีโญ” เล่นงานหนัก! ชาวอินโดฯ แบกแกลลอน ต่อคิวตักน้ำหลังแม่น้ำแห้งขอด

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” เล่นงานหนัก! ชาวอินโดฯ แบกแกลลอน ต่อคิวตักน้ำหลังแม่น้ำแห้งขอด

ชาวบ้านอินโดนีเซียแห่ต่อคิวตักน้ำจากธารน้ำสายสุดท้าย หลังภัยแล้งรุนแรงขึ้น หวั่นแหล่งน้ำแห้งก่อนสิ้นฤดู โดยภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดของผู้คนในพื้นที่ชนบท ล่าสุด ชาวบ้านในจังหวัดบันเติน ประเทศอินโดนีเซีย ต้องต่อคิวพร้อมแกลลอนและภาชนะบรรจุน้ำจำนวนมาก เพื่อรอรองน้ำจากธารน้ำธรรมชาติที่ไหลเพียงเล็กน้อย หลังแม่น้ำในพื้นที่แห้งขอดจากฤดูแล้งที่ยาวนาน

สรุปข่าว

ชาวบ้านในจังหวัดบันเติน ประเทศอินโดนีเซีย ต้องต่อคิวตักน้ำจากธารน้ำธรรมชาติ หลังภัยแล้งทำให้แม่น้ำแห้งขอดและน้ำประปาไม่เพียงพอ ชาวบ้านนับพันคน ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำแห่งนี้สำหรับดื่ม ทำอาหาร และใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมเร่งกักเก็บน้ำหวั่นแหล่งน้ำแห้งลงอีก ชาวบ้านเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่หลายพื้นที่บนเกาะชวายังคงมีฝนตกน้อย ทำให้ความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ชาวบ้านอินโดนีเซียแห่ต่อคิวตักน้ำจากธารน้ำสายสุดท้าย หลังภัยแล้งรุนแรงขึ้น หวั่นแหล่งน้ำแห้งก่อนสิ้นฤดู โดยภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดของผู้คนในพื้นที่ชนบท ล่าสุด ชาวบ้านในจังหวัดบันเติน ประเทศอินโดนีเซีย ต้องต่อคิวพร้อมแกลลอนและภาชนะบรรจุน้ำจำนวนมาก เพื่อรอรองน้ำจากธารน้ำธรรมชาติที่ไหลเพียงเล็กน้อย หลังแม่น้ำในพื้นที่แห้งขอดจากฤดูแล้งที่ยาวนาน

ชาวบ้านหลายสิบคนในหมู่บ้านกูนุงบาตูร์ (Gunung Batur) จังหวัดบันเติน ต่างนำแกลลอนพลาสติกและภาชนะใส่น้ำมาเข้าแถวบริเวณลำธารที่เหลือน้ำไหลเพียงเล็กน้อย เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งสำหรับดื่ม ทำอาหาร ซักล้าง และอุปโภคบริโภค สาเหตุสำคัญมาจากฤดูแล้งที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพื้นแม่น้ำเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำของภาครัฐยังไม่สามารถส่งน้ำสะอาดมายังหมู่บ้านได้เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติแห่งนี้เป็นหลัก

หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 1,000 คน โดยในช่วงฤดูแล้ง ธารน้ำจากเชิงเขากลายเป็นแหล่งน้ำสำคัญเพียงไม่กี่แห่งที่ยังสามารถใช้งานได้ แต่เมื่อปริมาณน้ำลดลง ชาวบ้านต้องเดินทางขึ้นไปยังเชิงเขาเป็นประจำ เพื่อขนน้ำกลับมาเก็บสำรองไว้ เนื่องจากกังวลว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบคือ ซัลมีนาห์ (Salminah) วัย 55 ปี ซึ่งเปิดเผยว่าการต้องเดินทางไปเก็บน้ำทุกวันสร้างความเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งกังวลว่าแหล่งน้ำแห่งนี้อาจแห้งลงในไม่ช้า

"เราอยากได้รับความช่วยเหลือในช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ตอนนี้เหนื่อยมาก และคิดว่าธารน้ำแห่งนี้อาจแห้งในไม่ช้า เราจึงต้องรีบกักเก็บน้ำเอาไว้"

ชาวบ้านจำนวนมากต่างหวาดวิตกว่า หากฝนยังไม่กลับมาตกตามปกติ แหล่งน้ำธรรมชาติแห่งนี้อาจเหือดแห้งลงอีก ส่งผลให้ทุกครอบครัวต้องใช้เวลามากขึ้นในการหาและขนน้ำ ขณะที่หลายพื้นที่บนเกาะชวายังคงมีฝนตกน้อยกว่าปกติในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนเริ่มสำรองน้ำไว้ใช้ เพราะไม่มั่นใจว่าแหล่งน้ำหลักจะเพียงพอตลอดฤดูแล้งที่เหลือ

เหตุการณ์ในหมู่บ้านกูนุงบาตูร์สะท้อนให้เห็นว่า ภัยแล้งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสภาพอากาศ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านน้ำของประชาชน เมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มลดลง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำยังไม่เพียงพอ ชุมชนจำนวนมากจึงต้องเผชิญความเสี่ยงในการเข้าถึงน้ำสะอาด ซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้นหากฤดูแล้งยืดเยื้อและฝนยังคงทิ้งช่วงต่อไป

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ