โลกร้อนเร่งน้ำท่วมแอฟริกา ทำ “ฝนสุดขั้ว” เกิดถี่ขึ้น 5 เท่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนเร่งน้ำท่วมแอฟริกา ทำ “ฝนสุดขั้ว” เกิดถี่ขึ้น 5 เท่า

ฝนตกหนักที่นำไปสู่น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายประเทศของแอฟริกาตะวันตกเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า มีความเชื่อมโยงกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภาวะโลกร้อนทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น


เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ประชาชนหลายร้อยคนต้องได้รับการช่วยเหลือ และอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ได้รับผลกระทบ ในประเทศตามแนวชายฝั่งอ่าวกินี ได้แก่ โกตดิวัวร์ กานา โตโก และไนจีเรีย


ด้าน “ฟรีเดอริเก ออตโต” ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วขึ้น เพราะหากการปล่อยมลพิษยังดำเนินต่อไป เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะยิ่งรุนแรงขึ้น


สรุปข่าว

ฝนตกหนักครั้งใหญ่ที่ถล่มชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกเมื่อเดือนที่ผ่านมา อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ตามฤดูกาลอีกต่อไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่า วิกฤตโลกร้อนทำให้ฝนสุดขั้วลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า เปลี่ยนฝนที่เคยเกิดขึ้นเป็นระยะ ให้กลายเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและชุมชนในวงกว้าง

ฝนตกหนักที่นำไปสู่น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายประเทศของแอฟริกาตะวันตกเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ว่า มีความเชื่อมโยงกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภาวะโลกร้อนทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น


เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ประชาชนหลายร้อยคนต้องได้รับการช่วยเหลือ และอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ได้รับผลกระทบ ในประเทศตามแนวชายฝั่งอ่าวกินี ได้แก่ โกตดิวัวร์ กานา โตโก และไนจีเรีย


ด้าน “ฟรีเดอริเก ออตโต” ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วขึ้น เพราะหากการปล่อยมลพิษยังดำเนินต่อไป เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะยิ่งรุนแรงขึ้น


โดยปกติพื้นที่ชายฝั่งอ่าวกินีจะมีฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนกรกฎาคม แต่ฝนที่เริ่มตกหนักตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชน เนื่องจากมีความรุนแรงมากกว่าปกติ


ภายในเวลาเพียง 72 ชั่วโมง ฝนปริมาณมหาศาลได้ตกลงในพื้นที่เมืองชายฝั่งที่มีประชากรหนาแน่น โดยบางเมืองมีฝนตกมากกว่า 140 มิลลิเมตรภายในวันเดียว ส่งผลให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับได้ เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่


ตั้งแต่เมืองลากอสของไนจีเรีย ไปจนถึงกรุงมอนโรเวียของไลบีเรีย น้ำท่วมได้เข้าท่วมชุมชน ตลาด ถนน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ข้อมูลระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 34 คนในกานา 5 คนในโตโก และในโกตดิวัวร์มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว 59 คน


ทีมวิจัย World Weather Attribution (WWA) เปิดเผยว่า ภายใต้สภาพภูมิอากาศปัจจุบัน เหตุการณ์ฝนตกหนักลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าในอดีตถึง 5 เท่า และปริมาณฝนหนักต่อเนื่อง 3 วันในภูมิภาคดังกล่าวมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นประมาณ 23% นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล


นักวิทยาศาสตร์คาดว่า หากโลกยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.4 องศาเซลเซียส เหตุการณ์ฝนตกหนักในระดับเดียวกันอาจเกิดขึ้นซ้ำบริเวณอ่าวกินีทุก 2-4 ปี


การศึกษานี้ใช้ข้อมูลสภาพอากาศในอดีตเปรียบเทียบกับแบบจำลองภูมิอากาศ เพื่อประเมินบทบาทของภาวะโลกร้อนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แม้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เขตร้อนของประเทศกำลังพัฒนายังมีข้อจำกัด แต่ผลการวิเคราะห์พบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความรุนแรงของฝนเพิ่มขึ้นประมาณ 4%


ด้าน “จอยซ์ คิมูไท” นักวิจัยด้านสภาพอากาศสุดขั้วจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน และผู้เขียนหลักของงานวิจัย ระบุว่า ผลการศึกษาชี้ชัดว่า ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงขึ้นและมีฝนมากขึ้น พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ


นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือประเทศอย่างโตโก โกตดิวัวร์ และกานา ในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters