
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับการคาดการณ์ผลกระทบ จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อทวีปเอเชียในปี 2569
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่า ทวีปเอเชียอาจเผชิญผลกระทบรุนแรงจาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุข โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) คือปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับสูงเป็นพิเศษ เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน และสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศในเอเชีย
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับการคาดการณ์ผลกระทบ จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อทวีปเอเชียในปี 2569
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่า ทวีปเอเชียอาจเผชิญผลกระทบรุนแรงจาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุข โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) คือปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับสูงเป็นพิเศษ เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน และสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศในเอเชีย
หนึ่งในผลกระทบสำคัญ คือ “วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ” โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บางพื้นที่อาจลดลงถึง 50–90% ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติลดต่ำลงเข้าสู่ภาวะวิกฤต กระทบทั้งการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน หลายประเทศในภูมิภาคอาจต้องเผชิญ “คลื่นความร้อนทำลายสถิติ” อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรุนแรงอาจเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา และไทย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือ Heatstroke ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อระบบทำความเย็นพุ่งสูง จนอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
ด้านความมั่นคงทางอาหาร พื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของโลก เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย อาจเผชิญผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าว น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอาหารขาดแคลนและทำให้ราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้น หรือเกิดภาวะ Food Inflation
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ “วิกฤตไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน” โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ป่าพรุจำนวนมากและเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ส่งผลให้เกิดหมอกควันพิษและฝุ่นละออง PM2.5 ปกคลุมหลายประเทศในภูมิภาค กระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจของประชากรนับล้านคน
ส่วนในภูมิภาคเอเชียใต้ ประเทศอย่างอินเดียอาจเผชิญกับภาวะ “มรสุมอ่อนกำลัง” ฤดูฝนอาจมาล่าช้าหรือมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมของอินเดียยังพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
การคาดการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยหลายประเทศในเอเชียอาจต้องเร่งเตรียมมาตรการรับมือ ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุข เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- “โลกเดือด” ไม่พัก! เม.ย.69 ติดอันดับร้อนเป็นประวัติการณ์ หวั่นปี 69-70 โลกร้อนสุดเท่าที่เคยมีมา
- ฝนถล่มจีนไม่หยุด น้ำท่วมหนัก–รถพุ่งตกแม่น้ำ เร่งค้นหาผู้สูญหาย
- โลกเสี่ยงเจอ “ซูเปอร์เอลนีโญ” วิกฤตอาหาร-น้ำอาจลุกลามทั่วโลก
- “โซมาเลีย” วิกฤตความอดอยากรุนแรง ภัยแล้งกำลังยืดเยื้อ
- พยากรณ์อากาศวันนี้ เตือน 54 จังหวัด ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังน้ำท่วม
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : NOAA
