นักวิทย์ฯ ผวา “ไวรัสฮันตา” อาจระบาดเงียบในแอฟริกา

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักวิทย์ฯ ผวา “ไวรัสฮันตา” อาจระบาดเงียบในแอฟริกา

“ไวรัสฮันตา” อาจกลายเป็นภัยเงียบครั้งใหม่ในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางความกังวลของนักวิทยาศาสตร์ที่มองว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวนหนูที่เพิ่มขึ้น และระบบเฝ้าระวังโรคที่ยังอ่อนแอ อาจเปิดทางให้ “ไวรัสฮันตา” แพร่กระจายโดยไม่มีใครรู้ตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลนการตรวจวินิจฉัยและระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ

“ไวรัสฮันตา” เป็นเชื้อที่พบมานานในสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูและหนูนา มนุษย์สามารถติดเชื้อได้จากการถูกกัด ถูกข่วน หรือสูดเอาละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของสัตว์เข้าไป แม้ไวรัสส่วนใหญ่จะไม่แพร่จากคนสู่คน แต่บางสายพันธุ์สามารถติดต่อระหว่างมนุษย์ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์จับตาความเสี่ยงของการระบาดอย่างใกล้ชิด

สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “ไวรัสฮันตา” อาจกลายเป็นภัยเงียบในทวีปแอฟริกา จากระบบเฝ้าระวังโรคที่ยังไม่ทั่วถึง โดยภาวะโลกร้อนและการทำลายป่า ทำให้หนูและสัตว์พาหะเพิ่มจำนวนและเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หากไม่เร่งพัฒนาการตรวจจับโรค อาจเสี่ยงเกิดการระบาดใหญ่ในอนาคต

“ไวรัสฮันตา” อาจกลายเป็นภัยเงียบครั้งใหม่ในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางความกังวลของนักวิทยาศาสตร์ที่มองว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวนหนูที่เพิ่มขึ้น และระบบเฝ้าระวังโรคที่ยังอ่อนแอ อาจเปิดทางให้ “ไวรัสฮันตา” แพร่กระจายโดยไม่มีใครรู้ตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลนการตรวจวินิจฉัยและระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ

“ไวรัสฮันตา” เป็นเชื้อที่พบมานานในสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูและหนูนา มนุษย์สามารถติดเชื้อได้จากการถูกกัด ถูกข่วน หรือสูดเอาละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของสัตว์เข้าไป แม้ไวรัสส่วนใหญ่จะไม่แพร่จากคนสู่คน แต่บางสายพันธุ์สามารถติดต่อระหว่างมนุษย์ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์จับตาความเสี่ยงของการระบาดอย่างใกล้ชิด

ทีมนักวิจัยเตือนว่า แอฟริกาอาจกำลังเผชิญ “ช่องโหว่การเฝ้าระวัง” เพราะหลายประเทศยังไม่มีศักยภาพในการตรวจหาไวรัสฮันตาอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้รับการวินิจฉัย ขณะที่ระบบติดตามโรคทั้งในสัตว์ป่าและมนุษย์ยังไม่ครอบคลุม ทำให้การระบาดอาจเกิดขึ้นโดยไม่ถูกตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงของไวรัสฮันตา โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่รุนแรงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจทำให้แหล่งอาหารของหนูเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชากรสัตว์ฟันแทะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสที่มนุษย์จะสัมผัสเชื้อ

นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่า การขยายพื้นที่เกษตร เหมืองแร่ ถนน และการเติบโตของเมือง กำลังทำลายถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ ทำให้หนู ค้างคาว และสัตว์พาหะอื่น ๆ เข้าใกล้ชุมชนมนุษย์มากขึ้น นักวิจัยมองว่านี่คือ “จุดเสี่ยง” ที่อาจเปิดทางให้ไวรัสจากสัตว์ข้ามมาสู่คนได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบัน แอฟริกาพบไวรัสฮันตาหลายสายพันธุ์แล้ว และยังพบเชื้อในสัตว์ชนิดอื่นนอกจากหนู เช่น ตัวชรูว์และค้างคาว ทำให้การติดตามการแพร่กระจายของโรคซับซ้อนมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรค เพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการ และศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสฮันตากลายเป็นการระบาดใหญ่ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : theconversation.com

ที่มารูปภาพ : Reuters