
เมื่อวานนี้ ( 3 ก.พ.) เกิดน้ำหลากท่วมทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างโกลาหล บ้านเรือนได้รับความเสียหาย และสะพานสำคัญถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พายุทำให้เกิดฝนตกหนัก ในพื้นที่บางส่วนของรัฐควีนส์แลนด์ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสน้ำท่วมฉับพลัน หลากเข้าสู่พื้นที่ที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมถึงสถานประกอบการ และถนนหลายสายได้รับผลกระทบ
รัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา หน่วยบริการฉุกเฉินได้ดำเนินการช่วยเหลือทางน้ำอย่างรวดเร็วไปแล้วถึง 11 ครั้ง และยังคงเตรียมพร้อมรับมือฝนตกซ้ำอีก เพราะเสี่ยงทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำ

สรุปข่าว
ส่วนพื้นที่เมืองทาวน์สวิลล์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลยอดนิยม ใกล้กับแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์ ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมเช่นกัน และถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน ภายใต้คำแนะนำให้หลีกเลี่ยงเขตน้ำท่วมและอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่แจ้งให้ชาวเมือง 2,100 คนอพยพออกไปในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็มีผู้ไม่ปฏิบัติตามอยู่ประมาณร้อยละ 10 และหน่วยงานบริการไฟฟ้าแจ้งว่า ยังมีบ้านเรือนเกือบ 11,000 หลัง ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ทั่วควีนส์แลนด์ตอนเหนือ โดยไม่ได้ระบุกรอบเวลาว่าจะจ่ายไฟฟ้าได้เมื่อใด
ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติออสเตรเลียคาดว่าฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปอีก 24 ชั่วโมง โดยในบางพื้นที่อาจมีฝนตกประมาณ 300 มิลลิเมตร (12 นิ้ว) ก่อนที่จะเริ่มเบาลง และด้านรักษาการนายกเทศมนตรีเมืองทาวน์ สวิลล์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมน่าจะถึงจุดสูงสุดในเช้าวันนี้ ( 4 ก.พ.) ขณะที่กรมสิ่งแวดล้อมเตือนว่า ในสุดสัปดาห์นี้ผู้คนอาจพบเจอการเคลื่อนไหวของจระเข้ที่หนีออกจากพื้นที่น้ำท่วม จึงขอให้ระวังอันตราย
ด้านนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้คลื่นความร้อนและสภาพอากาศเลวร้ายเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ควีนส์แลนด์เป็นรัฐหนึ่งของออสเตรเลีย ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุด โดยประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2019, 2022 และ 2023 ที่ผ่านมา