2
shared

รพ.น่านเตือนไข้เลือดออก หลังป่วยพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ

12 มิถุนายน 2562 18:47 109
รพ.น่านประกาศเตือนไข้เลือดออกระบาดหลังผู้ป่วยพุ่งอันดับ 2 ของภาคเหนือ ทั้งหมด 37 ราย คาดจำนวนพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

วันนี้ ( 12 มิ.ย. 62 )โรงพยาบาลน่านขอแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนสถานการณ์ไข้เลือดออก เนื่องด้วยขณะนี้จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในจังหวัดน่านมีจำนวน 95 ราย โดยอัตราป่วยสูงเป็นอันดับ2 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ(อันดับ 1 คือจังหวัดเชียงราย) ผู้ป่วยสูงสุดที่อำเภอเมืองน่าน จำนวน 37 ราย อันดับ 2 อำเภอท่าวังผา จำนวน 27 ราย อันดับ 3 อำเภอภูเพียง 15 ราย จากข้อมูลสถานการณ์ผู้ป่วย มีการระบาดมากตั้งแต่เริ่มหน้าฝน ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีการระบาดของไข้เลือดออกสูงในปีนี้ และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยไข้เลือดออก ได้เปลี่ยนจากผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเด็ก เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยพบผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 25 ปี ถึงร้อยละ 76 สาเหตุน่าจะเกิดจากช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา มีการควบคุมไข้เลือดออกอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้ใหญ่กลุ่มนี้ในช่วงที่เป็นเด็กไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออก จนมาป่วยในช่วงอายุมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเองไม่คิดว่าตนเองป่วยด้วยไข้เลือดออก และส่วนของแพทย์ก็วินิจฉัยได้ยากขึ้น

ในปีนี้ จากการสอบสวนในหมู่บ้านที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก พบว่าแตกต่างจากปีก่อนๆ โดยไม่ค่อยพบลูกน้ำยุงลายในบ้าน แต่พบลูกน้ำยุงลายในแหล่งน้ำสาธารณะที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ รางระบายน้ำที่ทำจากปูนซีเมนต์ และมีบางส่วนที่ความลาดชันไม่มาก และมีเศษใบไม้ ขยะไปสะสม ทำให้มีน้ำขัง อีกกรณีคือมีถังปูนซีเมนต์ที่สร้างไว้เก็บน้ำฝน แต่มุ้งลวดที่ปิดไว้ มีรอยขาดจากการตากแดดนานเกินไป ทำให้ยุงบินเข้าไปวางไข่ได้ ธรรมชาติของยุงลายนั้น เป็นยุงไฮโซ ยุงลายจะเลือกวางไข่เฉพาะวัสดุที่มีพื้นผิวเรียบ จะไม่วางไข่ในแม่น้ำลำคลองที่มีดินโคลน แต่จะวางไข่ในแจกัน โอ่งน้ำ กะลามะพร้าว ภาชนะพลาสติก ขอบปูน ซึ่งทำให้ยุงลายจะไข่และ อาศัยอยู่รอบๆแหล่งอาศัยที่มีคนอาศัยอยู่

สำหรับพื้นที่เสี่ยงพบว่า ในบางชุมชน มีบ้านที่ชาวบ้านทิ้งรกร้าง เนื่องจากไปทำงานต่างจังหวัด หรือมีบ้านเช่าในชุมชนเมืองที่ผู้เช่าออกไปทำงานเช้ากลับมาดึก มักจะพบลูกน้ำยุงลายในภาชนะต่างๆที่ทิ้งไว้ในบ้านได้ รวมถึงพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน เช่นวัดที่มีพื้นที่กว้างขวาง สวนสาธารณะที่ไม่มีผู้ดูแล ดังนั้นจึงฝากเตือนให้ทุกชุมชนเตรียมสำรวจลูกน้ำยุงลายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกได้ สำหรับกรณีที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการให้พ่นหมอกควันนั้น การพ่นสารเคมี แนะนำให้พ่นเฉพาะในบ้าน หรือชุมชนที่มีผู้ป่วยแล้ว โดยตั้งเป้าฆ่ายุงลายที่มีเชื้อเดงกี่ในบ้านผู้ป่วย เพื่อลดการระบาด การพ่นสารเคมีในปัจจุบันไม่ค่อยได้ประโยชน์ เนื่องจากถ้าพ่นหมอกควันต้องพ่นให้ยุงลายบินในหมอกควันนาน 15 นาทียุงจึงตาย จึงแนะนำให้พ่นเข้าไปในบ้านแล้วปิดหน้าต่างประตูรมยุงไว้ แต่ถ้าในพื้นที่โล่งเปิด การพ่นหมอกควันจะทำให้ยุงไม่ตาย แต่บินหนีไปแพร่เชื้อให้บ้านอื่น 

ดังนั้นในพื้นที่โล่งเปิดควรใช้การพ่นสารเคมีแบบละอองฝอย สารเคมีจะเป็นเม็ดใหญ่กว่าพ่นหมอกควัน เหมือนกับสเปรย์ฉีดยุงแบบกระป๋อง ซึ่งพ่นแล้ว ถ้าโดนยุง ยุงจะตาย แต่ถ้าไม่โดนก็จะไม่มีประโยชน์ โดยสรุปการพ่นสารเคมีขอให้เป็นมาตรการสุดท้าย มีผู้สนใจว่า แล้วอาการอย่างไรที่ควรไปพบแพทย์ อาการที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก อาจจะไม่ค่อยเฉพาะ กล่าวคือ มีไข้สูง ทานยาลดไข้แล้วไม่ค่อยลด หน้าแดง ทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ที่สำคัญคือไม่มีอาการของไข้หวัดเช่น ไอ หรือมีน้ำมูก ดังนั้นถ้ามีไข้ โดยไม่มีอาการหวัด และโดยเฉพาะพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หรือตำบลที่มีการระบาด และในช่วงฤดูฝน มีโอกาสเป็นไข้เลือดออกได้มาก ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ ถ้าติดเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรก เรียกว่าไข้เดงกี่ อาการจะไม่รุนแรง 

แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ 2 (โดยติดในสายพันธุ์ที่ไม่ใช่สายพันธ์ครั้งแรก) จะทำให้มีอาการรุนแรงที่เรียกว่าไข้เลือดออก ในวันที่ 3-4 ของการมีไข้ จะตรวจพบ เกล็ดเลือดต่ำ ความดันโลหิตลดลง ซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ และอาจจะเข้าสู่ภาวะช็อค จนถึงเสียชีวิตได้ จากสถิติโดยเฉลี่ย ผู้ป่วยไข้เลือดออก 100 รายจะมีอาการมากจนต้องนอนรพ. 10 ราย และ มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อคได้ 1 ราย ด้วยการที่โรคไข้เลือดออก แพร่ระบาดผ่านทางยุงลาย โดยยุงลายจะไปดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อเดงกี่ และเชื้อจะเข้าไปในตัวยุง เมื่อยุงลายไปดูดเลือดคนอื่น ก็จะแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นต่อไป โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะมีเชื้ออยู่ในร่างกายได้นานสุดถึง 12 วันหลังจากมีอาการแล้ว โดยสรุปแล้ว ขอให้ทุกคน ทุกบ้าน ช่วยกันตรวจสอบแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายในบ้าน ในพื้นที่สาธารณะรอบชุมชน เท่านั้นปีนี้เราจะรอดปลอดภัยจากไข้เลือดออกได้