2
shared

นายกฯใหม่คนเดิม เพิ่มเติมคือดันตลาดหุ้นเด้งรับ

7 มิถุนายน 2562 16:01 563
ตลาดหุ้นไทยยืดอกรับนายกฯใหม่(คนเดิม) หวังสานต่อนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดดึงเม็ดเงินลงทุนช่วงครึ่งหลังของปีได้ 60,000 ล้านบาท

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย คือ พลเอกประยุทธ์ จันโอชา ซึ่งผลที่ออกมาไม่ได้หนีไปจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้   และผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นไทยตอบรับกับข่าวนี้อย่างชัดเจน  จะเห็นได้จากการที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเช้านี้ (ณ เวลา10.11 น.) ปรับตัวเป็นบวกมาอยู่ที่ 1,658.14 จุด เพิ่มขึ้น 4.73 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายอยู่ที่ 4,928.28 ล้านบาท   หลังจากที่ก่อนหน้าจะมีการลงมติเพื่อเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีความไม่แน่นอนหลายประเด็น









            
             อย่างไรก็ตาม แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจะเป็นหนึ่งปัจจัยฉุดตลาดหุ้นไทยมากที่สุด   แต่ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป ตลอดจนเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบดังกล่าว ก็ยังเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อตลาดหุ้นในบ้านเรา  

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟสโก) ได้มีการเปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือน มิ.ย.62 พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัว ลดลง 16.56%  อยู่ที่ระดับ 87.20 ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3  และปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือน ส.ค.60 เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ รวมถึง สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ  โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจส่งผลต่อการพิจารณางบประมาณภาครัฐปี 63 ให้ล่าช้าออกไป แต่นักลงทุนบางส่วนยังมองว่า   การเมืองและนโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นการลงทุนได้


โดยหากดูตามกลุ่มนักลงทุน จะเห็นได้ว่านักลงทุนชะลอการลงทุนแทบจะทุกกลุ่ม มีเพียงกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศยังทรงตัว ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ กลุ่มนักลงทุนรายบุคคล และกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ไม่มั่นใจต่อสถานการณ์สงครามการค้าและการเมืองภายในประเทศ จึงทำให้การลงทุนลดลงไป














    
               นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า  การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น โดยเชื่อว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี หลังพรรคพลังประชารัฐ สามารถรวบรวม เสียงได้เกินครึ่งแล้ว คาดว่าจะทำให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ในครึ่งหลังของปี เฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท หรือรวม 60,000 ล้านบาท แต่จะเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาลหลังจากนี้  ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามโดยเฉพาะการบริหารจัดการเสียงในสภาที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำเพียง 254 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไม่มาก รวมทั้งต้องติดตามว่า รัฐบาลที่มาจากหลากหลายพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญออกมาได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน ยังอยากให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว  เพื่อสานต่อนโยบายโดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทย และการส่งออกชะลอตัว เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้รัฐบาลใหม่ต้อง เข้ามาดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดแรงขับเคลื่อนต่อไป รวมทั้งสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เคลื่อนไหวลดลงจากระดับสูงสุดของเดือนที่ 1682 จุด ในช่วงต้นเดือน และทยอยลดลงต่อเนื่องมาระดับต่ำสุดที่ 1604 จุดในช่วงกลางเดือน จากนั้นดัชนีฯปรับฟื้นตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวในช่วง 1620-1630 จุด  โดยทิศทางการลงทุนยังต้องติดตามกนต่อไป  ทั้งสงคราการค้า  การปรับลดอัตรานโยบายดอกเบี้ยของเฟด   โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของอียู  หรือแม้กระทั่งทิศทาง BREXIT ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อตลาดหุ้นและยังคงเดาทางได้ยาก