0
shared

ตั้งรัฐบาลใหม่ได้หนุนความเชื่อมั่นต่างชาติ

5 มิถุนายน 2562 17:58 55
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชี้ สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ และการเมืองในประเทศ กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนให้ปรับตัวลดลง แต่เชื่อหลังมีรัฐบาลใหม่จะหนุนความเชื่อมั่นต่างชาติ ดันตลาดหุ้นไทยโต 1,750 จุด

นายไพบูลย์   นลินทรางกูร      ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า คือเดือนสิงหาคม 2562 พบว่า ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 87.20 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีจากระดับ 104.59  ในครั้งก่อน ลดลงร้อยละ 16.59 ลดลงต่อเนื่องอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเป็นเดือนที่สามโดยกลุ่มบัญชีหลักทรัพย์ลดลงมากที่สุดจากระดับ 127.27  มาอยู่ที่ 71.43 เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนสถานการณ์การเมืองในประเทศและภาวะเศรษฐกิจในประเทศ


อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดทุนไทย โดยอยากให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค เพราะขณะนี้การส่งออกชะลอตัวลง เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการขับเคลื่อนต่อ รวมทั้งสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน  


ขณะที่ การบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเสียงสนับสนุนเพียง 254 เสียง เกินมาเพียง 4 เสียง นั้น ยังต้องติดตามการผสมผสานนโยบายทั้ง 20 พรรคให้มีเสถียรภาพ และบริหารจัดการกิจกรรมในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ ซึ่งหากทุกอย่างราบรื่นและสามารถผลักดันนโยบายสำคัญต่างๆได้ เชื่อว่า เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาไทยประมาณเดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท หลังจากเมื่อวานนี้ ต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียว กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสไต่ไปถึงระดับ 1,750 จุด ตามเป้าหมาย โดยหุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มการบริโภคและรับเหมาก่อสร้าง


ด้านนางสาวอริยา ติรณะประกิจ  รองกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดส่งสัญญาณอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน  บวกกับการเมืองไทยมีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ และนักลงทุนยังมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย   ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา   จากยอดขายสุทธิ 50,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 เหลือขายสุทธิ  26,000 ล้านบาท  ณ  วันที่ 5 มิถุนายน 2562 โดยนักลงทุนถือครองตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุมากกว่า ปี จำนวน847,000 ล้านบาท  ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นมีเพียง 93,000 ล้านบาท