26
shared

“ไฮสปีดเทรน”รถไฟสายแห่งอนาคต

4 มิถุนายน 2562 10:32 2497
เตรียมตอกเสาเข็มโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตรได้แล้วในปีนี้

    คงต้องปรบมือให้กับรัฐบาล เพราะในที่สุดสามารถผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนรวม 224,544 ล้านบาท lสามารถทำได้ตามกรอบระยะเวลาที่วางไว้ และภายในปี 2562 จะเริ่มเห็นการการก่อสร้าง หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ส่งมอบพื้นที่ให้แก่ภาคเอกชน


    โดยโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็น 1 ใน 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่สามารถ “ปิดดีล” ได้สำเร็จก่อนโครงการอื่นๆ ส่วนขั้นตอนจากนี้ คือ การลงนามในสัญญา ที่คาดว่า จะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 15 มิถุนายน 2562

    สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP Net Cost ใครเสนอผลประโยชน์สูงสุดเป็นผู้ชนะ มีอายุสัญญา 50 ปี ซึ่งเอกชนที่ชนะการประมูล คือ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด หรือ CP , China Railway Construction Corporation Limited หรือ CRCC จากจีน, บริษัท ช.การช่าง , บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ , และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ สำหรับคู่สัญญาในส่วนของภาครัฐ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย 



       ทั้งนี้ เมื่อส่องผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนได้รับจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สิ่งสำคัญนอกจากทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ การจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกว่า 100,000 อัตราใน 5 ปี การจ้างงานระหว่างก่อสร้าง 16,000 อัตรา // การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศ//ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจ ตลอดอายุโครงการ ร่วม 7 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงภาษีเข้ารัฐเพิ่ม 30,905 ล้านบาท

    หากจะกล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ไม่เพียงแค่รถไฟสายแห่งอนาคตสำหรับภาคตะวันออก ยังเป็นรถไฟสายประวัติศาสตร์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันให้ไทยให้ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และที่สำคัญยังปลดล็อกไทยไม่ให้ติดกับประเทศที่มีรายได้ปานกลาง นั่นหมายความว่าทั้งประชาชน และประเทศชาติ ต่างได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากโครงการนี้ ก็คงจะไม่ผิดไปจากนี้


ประภาศรี รัตนะคุปต์ สำนักข่าว TNN