2
shared

หุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มย่อลง

3 มิถุนายน 2562 13:49 73
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองแนวโน้มหุ้นไทยสัปดาห์นี้ อาจปรับตัวลดลง แนะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อจากกระทรวงพาณิชย์และทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่อง

การซื้อขายหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยมีการเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก และแดนลบ โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดตลาดไปเมื่อวันศุกร์ (31 พ.ค.) แตะจุดสูงสุดที่ 1,627.33 จุด และแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,612.17 จุด

ซึ่งนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งแคบ คล้ายคลึงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ ขณะที่ตลาดในยุโรปติดลบเป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ติดลบกว่า 200 จุด  จากความกังวลสงครามการค้าหลังจากที่สหรัฐฯจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก 5% เริ่ม 10 มิ.ย.นี้  ส่วนทางเอเชียก็ได้ปัจจัยบวกจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(Bond Yield) ของสหรัฐฯ อายุ 3 เดือน และ 10 ปี อยู่ในระดับที่ใกล้กันแล้ว ทำให้คลายความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ตลาดฯมีปัจจัยกดดันจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนเดือนพ.ค. อยู่ที่ระดับ 49.4 ลดลงจากระดับ 50.1 ในเดือนเม.ย. ต่ำกว่าที่คาดไว้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัว ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกชะลอจึงเพิ่มขึ้น  ดังนั้นตลาดฯจึงอยู่ในโหมดของการระมัดระวังการลงทุน อีกทั้งหุ้นในกลุ่มพลังงานก็ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงด้วย

สำหรับ แนวโน้มการลงทุนสัปดาห์นี้ (3-7 มิ.ย.)  มองว่า  ตลาดฯยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลง โดยให้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของไทยที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศในวันที่ 4 มิ.ย.นี้  และให้ติดตามปัจจัยการเมืองต่อไป ในการจัดตั้งรัฐบาล

ด้านบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับสำหรับสัปดาห์นี้ (3-7 มิ.ย.) มีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ  1,600 และ 1,580 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,635 และ 1,650 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นการเมืองในประเทศ  สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า สถานการณ์ BREXIT  รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง  รวมทั้ง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนพ.ค. และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนเม.ย.

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตาม อาทิ  ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/62 ของยูโรโซน ดัชนี PMI Composite เดือนพ.ค. ของประเทศแถบยูโรโซนและญี่ปุ่น