136
shared

"สถานีศิริราช" สถานีรถไฟฟ้าเพื่อผู้ป่วย

2 มิถุนายน 2562 22:11 23,462
การจราจรที่ติดขัด เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างมากในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือ ในการจัดสร้าง"สถานีศิริราช"ขึ้นจะตอบโจทย์ผู้ใช้แค่ไหน ติดตามจากรายงาน

        โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมีผู้เข้ามารับบริการจำนวนมาก  โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลศิริราชถึง 8,000-10,000 คน ต่อวัน  ขณะที่การจราจรในเส้นทางที่จะไปโรงพยาบาลก็ค่อนข้างหนาแน่น

        ระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสอาจจจะตอบโจทย์หลายๆคน  ซึ่งมีสถานีที่ใกล้กับโรงพยาบาลมากที่สุดอยู่สองสถานี คือหนึ่ง สถานีตากสิน ที่จะต้องอาศัยต่อเรือข้ามฟากไปลงท่าเรือวังหลัง แล้วเดินต่อไปยังโรงพยาบาล หรืออีกสถานีคือสถานีบางหว้า ที่อาจจะต้องนั่งรถย้อนกลับมาเพื่อมายังโรงพยาบาล ซึ่งดูแล้วอาจจะดูยุ่งยาก ต้องใช้ระบบขนส่งหลายต่อกันเลยทีเดียว

        จากปัญหาดังกล่าวทำให้สามหน่วยงาน ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและ โรงพยาบาลศิริราช เล็งเห็นความจำเป็นของการพัฒนาพื้นที่ ที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางรถไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ และผลักดันให้สถานีศิริราชเป็นสถานีขนส่งมวลชนเพื่อสุขภาพและสาธารณะสุขแห่งแรกในไทย โดยได้มีการลงนาม MOU ในการจัดทำสถานีดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




        นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า  สถานีดังกล่าวที่จะจัดสร้างจะอยู่บริเวณ หน้าโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์  ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นลานจอดรถ  โดยคาดว่าจะเป็นจุดศูนย์รวมการเดินทางให้กับประชาชน  ดังนั้น  จึงมีการออกแบบตัวสถานีและพื้นที่ใต้ดินเชื่อมต่อกับตึกรักษาพยาบาลของศิริราช  โดยในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจะมีทางเชื่อมต่อไปยังอาคารผู้ป่วย ซึ่งจะใช้พื้นที่ชั้นใต้ดินของอาคารผู้ป่วยเป็นโถงจำหน่ายตั๋วโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีแดง อีกทั้ง จะมีทางเชื่อมต่อไปยังท่าเรือปากคลองบางกอกน้อยด้วย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมประชาชนให้เข้าถึงการรักษาพยาบาล  ขณะที่ ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดก็สามารถต่อรถไฟและรถไฟฟ้าเดินทางมายังโรงพยาบาลได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น




        สำหรับ  งบประมาณในการลงทุน แต่ละหน่วยงานจะมีการลงทุนแยกกัน โดยส่วนของการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 15 ชั้น รวมทั้งทางเชื่อม Sky Walk ทางโรงพยาบาลศิริราชจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว  คาดว่าจะใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนโถงจำหน่ายตั๋วภายในชั้นใต้ดินของรถไฟฟ้าสายสีแดง  การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)จะเป็นผู้รับผิดชอบ ในส่วนนี้จะรวมอยู่ในงบประมาณ 6,600 ล้านบาทด้วย  ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก ที่จะมีการเชื่อมต่อจากสถานีศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งสะพานพระปิ่นเกล้า และเชื่อมต่อไปยังฝั่งย่านธุรกิจเช่น ประตูน้ำ และห้วยขวาง  ซึ่ง รฟม.เป็นผู้รับผิดชอบ คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 96,000 ล้านบาท  ในส่วนนี้จะรวมงบฯในการก่อสร้างสถานีศิริราชด้วยคือประมาณ  4,000 ล้านบาท 



        ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์นั้น  ได้ผ่านการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อขออนุมัติ ขณะที่การลงทุนจะใช้วิธีการให้เอกชนร่วมลงทุน ซึ่งหากผ่านครม.เห็นชอบ ก็จะเริ่มคัดเลือกเอกชนเข้ามาลงทุนทันที   คาดว่า จะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2563 แล้วเสร็จช่วงกลางปี 2569  ขณะที่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อนั้นได้รับความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว ทำให้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดประมูลเพื่อก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในต้นปี 2563  และจะเปิดใช้บริการได้ในปี 2566  และในอนาคตจะมีแผนให้เกิดการเชื่อมต่อกับท่าเรือในอนาคต เพื่อการเดินทางไร้รอยต่อ 



        ที่สำคัญและเป็นไฮไลท์ของสถานีนี้ ก็คือการมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้ป่วย  และจะมีการออกแบบพิเศษเพื่อการตัดสัญญาณคลื่นแม่เหล็กรบกวนเครื่องมือแพทย์   รวมทั้งการออกแบบทางอพยพกรณีฉุกเฉิน ลิฟท์บริการผู้พิการและโครงสร้างอื่นที่เกี่ยวเนื่อง   

                ด้าน ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การให้บริการของโรงพยาบาลศิริราชได้เป็นอย่างดี คือสามารถลดเวลาเดินทาง เพราะปัจจุบันรอบโรงพยาบาลประสบปัญหาจราจรติดขัด จนทำให้ผู้ป่วยมาไม่ทันตามนัดหลายราย ต้องเสียเวลานัดใหม่ ตลอดจนช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่มาใช้บริการได้  



   

         ความร่วมมือในครั้งนี้ นับว่าเป็นการลงทุนที่จะเห็นประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วย  ดังนั้น จากการสำรวจผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจริงไม่ติดขัดแต่อย่างใด เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในละแวกนี้ ก็เห็นด้วยกับโครงการอย่างมาก ด้วยความหวังจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะเพื่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าในอนาคตจะสามารถช่วยให้ประชาชนประหยัดเวลาในการเดินทางได้ถึงเกือบเท่าตัว  เช่น หากเดินทางจากสถานีศูนย์วัฒนธรรม เพื่อไปยังศิริราช จะลดเวลาเดินทางเหลือเพียง 30 นาที เมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ที่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเป็นต้นไป  ขณะที่  จำนวนผู้เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลศิริราชจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000-20,000 คนต่อวัน  จากเดิมอยู่ที่ 10,000 คนต่อวัน  ที่สำคัญ  ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในย่านนี้อีกด้วย