6
shared

โมบายแบงก์กิ้งไม่ใช่ทุกอย่างของธนาคาร

2 มิถุนายน 2562 10:34 1520
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆสนับสนุนให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ยกธนาคารมาไว้บนมือถือ แต่การใช้โมบายแบงก์กิ้งใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง จะเสี่ยงอย่างไรติดตามได้จากรายงาน

ปัจจุบันนี้คงไม่มีสถาบันการเงินไหน ที่ไม่มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ให้สามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโมบายแบงก์กิ้ง  ส่งผลให้หลายธนาคารปรับลดสาขาลงและยังคงสาขาที่ประชาชนนิยมมาใช้บริการไว้บางส่วน

นางสาวพจนี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)  ยอมรับว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการทำธุรกรรมการเงินผ่านสาขาลดลง 4-5%  หลังจากพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป เพราะหันมาทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้งมากขึ้น   ซึ่งในส่วนของธนาคารกรุงเทพยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ว่าจะมีการปรับลดสาขาหรือไม่  จากปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสาขาอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น  1,100 สาขา   เพราะยังมีลูกค้าส่วนหนึ่ง ที่ยังเคยชินกับการมาใช้บริการที่สาขานอกเหนือจากลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล การทำธุรกรรมผ่านสาขาจึงยังจำเป็นอยู่



แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้  ได้เกิดปัญหาระบบโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารกรุงไทยหรือ Krungthai Next  ขัดข้อง โดยธนาคารกรุงไทยเคยประกาศว่ากำลังเร่งเริ่มประสิทธิภาพของ Krungthai NEXT เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ล่มเป็นช่วงๆ   ติดต่อกันสองวันเต็ม  ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และได้มีการร้องเรียนผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจของธนาคารกรุงไทยอย่างถล่มทลาย  แต่ใช่ว่าจะมีเพียงกรุงไทยเท่านั้น ธนาคารอื่นๆก็เคยเกิดปัญหานี้เช่นเดียวกัน   จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งปลอดภัยจริงหรือ?



ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ได้เชิญกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ KTB มาสอบถามสาเหตุของปัญหาและความคืบหน้าของการแก้ปัญหา รวมทั้งกำชับให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหานี้ พร้อมรายงานให้คณะกรรมการธนาคารและ ธปท. ทราบอย่างรวดเร็ว  ขณะเดียวกัน ธปท.จะดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลสถิติเหตุการณ์ระบบขัดข้องรายสถาบันการเงิน (Downtime) โดยจะเริ่มเผยแพร่ข้อมูลนี้ทาง BOT website ในเดือน ส.ค.62 ที่จะถึงนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและเพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกใช้บริการของสถาบันการเงิน


ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารต่างๆ ได้นำระบบเทคโนโลยีมาให้บริการกับลูกค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ทำให้ปริมาณลูกค้า โดยเฉพาะด้าน Mobile Banking เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารต้องเร่งขยายเครือข่าย เพื่อรองรับธุรกรรมต่างๆ แต่เนื่องจากอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก ทำให้ในบางช่วง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่มีลูกค้าใช้บริการพร้อมกันจำนวนมาก ระบบจึงเกิดขัดข้อง ซึ่งธนาคารไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชน     โดยล่าสุด ธนาคารได้จ้างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำระดับโลก มาจัดทำแผนเร่งด่วน และแผนระยะยาว เพื่อยกระดับการให้บริการให้ดีมากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า จากการบูรณาการหลายๆ เรื่อง ทั้งการลงทุนด้าน IT จำนวน 19,000 ล้านบาท การมีแผนงานที่ชัดเจน การมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำระดับโลก 2-3 ราย จะช่วยยกระดับการให้บริการให้ราบรื่นมากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาขัดข้องของระบบ Mobile Banking จะลดน้อยลงแน่นอน



จะเห็นได้ว่า  แม้ระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งจะทันสมัยและสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเกิดปัญหาได้เช่นกัน  และแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก   แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ และยังมีข้อจำกัดในการทำธุรกรรมบางอย่าง   ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาระบบล่ม ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับธนาคารผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือร้านค้าส่วนใหญ่ที่รับชำระเงินด้วย QR Code ซึ่งภาครัฐพยายามกระตุ้นและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมไร้เงินสด  แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนและผู้ใช้บริการเองจะยอมรับกับความเสี่ยงนี้หรือไม่