4
shared

ลองขับเจ้าป่า! New SUBARU FORESTER (รีวิว)

30 พฤษภาคม 2562 17:59 175
ฟอเรสเตอร์ เจเนอเรชั่น 5 ขับสนุก ช่วงล่างมั่นใจ หน้าใหม่เร้าใจยิ่งขึ้น

หลังกลุ่มตันจงและซูบารุเพิ่งประกาศเปิดโรงงานประกอบยานยนต์เอสยูวีอย่าง ‘ฟอเรสเตอร์’ เจเนอเรชั่น 5 ในไทยไม่นาน ล่าสุดได้เชิญสื่อมวลชนได้ร่วมทดสอบขับบนเส้นทางไปกลับ กรุงเทพฯ-ชลบุรี รวมระยะทาง 238 กม. เพื่อสัมผัสสมรรถนะในด้านต่างๆ และความสะดวกสบายในการขับขี่


ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นล่าสุด นับเป็นเจเนอเรชั่น 5 ของตระกูล และเป็นรถยนต์แบบน็อคดาวน์ (Completely Knocked-Down หรือ CKD) รุ่นแรกที่ถูกประกอบขึ้นภายใต้การดูแลของ TCSAT และจะถูกจัดจำหน่ายในประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา โดยมอเตอร์ อิมเมจ กรุ๊ป (Motor Image Group)

โดยฟอเรสเตอร์ รุ่นนี้จะเรียกว่าโมเดลเช้นจ์ก็พูดไม่เต็มปากนัก และทางซูบารุเองก็ให้นิยามว่านี่มันคือการ ‘Redesign’ ประมาณว่าจุดไหนส่วนไหนที่ดีอยู่แล้วก็คงไว้ จุดไหนที่ต้องการให้เหนือกว่าหรือเท่าเทียมคู่แข่งก็ปรับเพิ่ม เลือกทำตลาดในไทย 3 เพียงรุ่นย่อยเท่านั้น รุ่นเริ่มต้น 2.0i-L AWD ราคา 1,330,000 บาท, รุ่นกลาง 2.0iS AWD 1,380,000 บาท และรุ่นท็อป 2.0iS ES AWD 1,480,000 บาท (ES : คือรุ่นที่ติดตั้งเทคโนโลยี Eye Sight จะเริ่มส่งมอบรถได้เดือนกรกฎาคมนี้) มีให้เลือก 7 สี 1.Ice Silver Metallic 2.Jasper Green Metallic 3.Dark Grey Metallic 4.Crystal White Pearl 5.Crystal Black Silica 6.Sepia Bronze Metallic 7.Horizon Blue Pearl


รูปลักษณ์รูปลักษณ์และดีไซน์ภายนอกของฟอเรสเตอร์ใหม่ ดูแบบผ่านๆ อาจไม่เห็นถึงเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่พอเจาะรายละเอียดมีหลายจุดที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเส้นและแนวกันชนหน้าใหม่ ลวดลายกระจังหน้า-กรอบไฟตัดหมอก โดยไฟหน้าทุกรุ่นย่อยเป็น LED มาพร้อมระบบปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ โดยรุ่น i-L ไฟเดย์ไทม์เป็นแบบฮาโลเจน ขณะที่รุ่น i-S และ i-S ES เป็นแบบ LED นอกจากนี้ในรุ่น i-S/i-S ES ได้รับการติดตั้งไฟตัดหมอก LED มาให้ด้วย ส่วนไฟท้ายเป็นแบบสองชิ้นดีไซน์คล้ายตัวซีกรอบสีขาว-แดง รวมๆ นับว่าทันสมัยไม่เชย เหนือขึ้นไปที่หลังคาติดตั้งสปอยเลอร์เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

สำหรับแผงกระจังหน้ารุ่น i-S เป็นสีดำเงาเปียโนแบล็ค รวมถึงยังเพิ่มลูกเล่นด้วยชุดสเกิร์ตสีเงินรอบคัน (ส่วน i-L กระจังเป็นแบบสีดำด้านธรรมดา) เพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยราวหลังคาที่ยกสูงขึ้นและมีจุดสำหรับผูกเชือก ทำให้รองรับการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น  สำหรับล้อแม็กรุ่น 2.0 i-L เป็นลายก้านวายพร้อมยางขนาด 225/60 R17 ส่วนรุ่น 2.0 i-S และ 2.0 i-S EyeSight ล้อแม็กลายทูโทน พร้อมยางขนาด 225/55 R18


ขนาดและมิติตัวถัง กว้าง 1,815 มม. ยาว 4,625 มม. สูง 1,730 มม. กว้างกว่ารุ่นเดิม 20 มม. ยาวขึ้น 15 มม. และความสูงลดลง 5 มม. ระยะฐานล้อ 2,670 มม. กว้างจากรุ่นเดิม 30 มม. น้ำหนัก 1,538 กก. (รุ่น i-S 1,542 กก./i-S ES 1,545) ระยะห่างจากพื้นถึงพื้นใต้ท้อง 220 มม.


ภายในห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ ดูรวมๆ แล้วให้ภาพลักษณ์ทันสมัยและฉีกคาแร็คเตอร์ของฟอเรสเตอร์เจนฯ เดิมอย่างชัดเจน เรียกว่าทีมออกแบบมาถูกทาง สลัดภาพในอดีตว่าต้องเป็นเอสยูวีที่เหมาะกับผู้ใช้วัยมีอายุเท่านั้น สำหรับรายละเอียดแผงหน้ามาตรวัด มาพร้อมกับจอแสดงผลอเนกประสงค์จอแสดงผลมิเตอร์ต่างๆ ที่มีการประสานงานกันมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงสถานะและข้อมูลที่สำคัญของตัวรถได้ง่ายและชัดเจน 


เบรกมือแบบเดิมซึ่งเป็นแบบก้านเปลี่ยนมาใช้แบบไฟฟ้า ส่วนตรงกลางเป็นแป้นหมุนสำหรับระบบ X-MODE บริเวณตรงกลางของมาตรวัดมาพร้อมกับ Multi Information Display เหนือขึ้นไปตรงกลางแดชบอร์ดมีจอแสดงผล ช่วยให้ผู้ขับสามารถทราบสถานะต่างๆ ของตัวรถในทุกช่วงเวลาขับขี่ได้มากมาย เช่น ระบบปรับอากาศ การทำงานของไฟหน้า โหมดการทำงานของระบบขับเคลื่อน และการถ่ายทอดกำลัง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (คนขับสามารถกดเลือกดูได้ที่แป้นบนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย)


ด้านหลังพื้นที่ตำแหน่งวางขานั้นกว้างขึ้น 33 มม. จึงนั่งได้อย่างสบายและผ่อนคลายมากขึ้นด้วย ไม่ต้องกังวลว่าหัวเขาจะติดหรือยันกับด้านหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า เพิ่มความสะดวกด้วยช่องใส่ของหลังเบาะรถแบบหลายช่อง พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตชาร์จ USB เพิ่มเข้ามาให้อีกด้วย


ส่วนพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายใหญ่ขึ้น เก็บสัมภาระอย่างถุงกอล์ฟ 2-3 ใบแบบแนวขวางได้แบบสบาย เป็นผลมาจากพื้นที่ด้านข้างซ้าย-ขวา เพิ่มขึ้นอีก 134 มม. (รวมความกว้าง 1,300 มม.) ประตูด้านหลังสามารถเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติ นับว่าให้ความสะดวกอย่างยิ่ง เพียงกดปุ่มที่รีโมทค้างไว้ นอกจากนี้คนตัวเล็ก-ตัวสูงไม่ต้องกังวล เพราะสามารถบันทึกองศาการเปิดของบานประตูได้อีกด้วย (ยกเว้นรุ่น i-L)

โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ (Subaru Global Platform) นับเป็นโครงสร้างใหม่ที่จะถูกใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ของซูบารุหลายๆ รุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในทุกด้านให้ดียิ่งขึ้น โดยโครงสร้างตัวถังมีความแข็งแรงมากขึ้นกว่ารถรุ่นก่อนหน้า 70% และในบางจุดอยู่ที่ 100% อีกทั้งโครงสร้างใหม่นี้ยังสามารถรับแรงกระแทกดีกว่าเดิมถึง 40%  


เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 สูบนอน รหัส FB20 ขนาด 2.0 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ติดตั้งในตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงต่ำ โดยพัฒนาระบบจ่ายเชื้อเพลิงมาใช้ระบบไดเร็คอินเจ็คชั่น ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที  (รุ่นเดิม 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิด 198 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที) เร่งจาก 0-100 กม./ชม ใน 10.3 วินาที รัศมีวงแล้วแคบสุด 5.4 ม. (แคบสุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซกเม้นต์) ความจุถังน้ำมัน 63 ลิตร สิ่งสำคัญคือชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์กว่า 80% มีการอัพเดตใหม่ทั้งหมด 

มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแปรผันต่อเนื่อง Lineartronic CVT 7 จังหวะ ที่มีการปรับปรุงใหม่ (ใช่โซ่เป็นตัวขับเช่นเดิม) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All Wheel Drive) ที่ส่งแรงขับเคลื่อนให้กับล้อแต่ละล้อ ช่วยให้รถเกาะถนนได้อย่างมั่นคงและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพภูมิประเทศและหลากสภาพถนน

ให้การขับในเส้นทางที่เป็นอุปสรรคสนุกและง่ายมากขึ้นกับฟังก์ชั่น X-MODE ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ โดยใช้ระบบควบคุมเครื่องยนต์แบบบูรณาการ ทั้งการขับเคลื่อน All-Wheel Drive ระบบเบรก และระบบอื่นๆ ผู้ขับขี่สามารถเปิดใช้งาน X-MODE ได้ที่สวิตช์แบบหมุนในโหมด Select ที่สามารถสลับโหมดต่างๆ ได้ อย่างง่ายดายและเหมาะสมกับสภาพถนนที่เปลี่ยนแปลงได้ทันที 

นอกจากนี้ในรุ่น 2.0i-S และ 2.0i-S EyeSight ยังได้เพิ่ม Special X-MODE เข้ามา (รุ่นเดิม X-MODE เป็นสวิตช์ปุ่มเดียว) พร้อมทางเลือกการใช้โหมด SNOW DIRT โดยระบบ Traction Control ยังคงทำงานอยู่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมรถได้ปลอดภัยขึ้นเมื่อต้องขับพื้นผิวถนนที่ลื่น ขณะเดียวกันในกรณีที่รถติดหล่ม และต้องการกำลังฉุดโดยล้อที่ไม่ติดเพื่อให้เครื่องยนต์ส่งกำลังได้เต็มที่ ทำให้ต้องตัดการทำงานของ Traction Control ก็ให้บิดสวิตช์ไปที่ Deep Snow MUD

ช่วงทดสอบขับ : เริ่มสตาร์ทจากสำนักงานใหญ่ซูบารุเสรีไทย โดยช่วงแรกต้องฝ่าการจราจรที่คับคั่งเพื่อมุ่งหน้าสู่มอเตอร์เวย์ เลยใช้โอกาสนี้ทดสอบความคล่องตัวในการใช้งาน เพราะด้วยขนาดมิติตัวรถที่ใหญ่กว่ารถประเภทอื่น

การใช้งานก็พบว่าฟอเรสเตอร์ไม่ได้เป็นปัญหากับการขับขี่ในเมืองแต่อย่างใด ทัศนะวิสัยการมองเรียกว่าดีทีเดียว สามารถมองเห็นได้เป็นมุมกว้าง เพราะกระจกหน้าบานใหญ่และเสาเอก็ไม่อวบอ้วนจนบังมุมมองด้านข้าง ที่สำคัญด้วยพวงมาลัยเบามือ การโยกเปลี่ยนเลนทำได้ง่ายและคล่องแคล่วทีเดียว เรียกว่าผู้หญิงก็สามารถขับรถคันนี้ได้แบบสบายๆ


เข้าสู่ช่วงทางโล่งยาวบนมอเตอร์เวย์ สามารถสัมผัสกับสมรรถนะได้แบบเต็มที่ ตอนแรกก็แอบคิดในใจว่าขุมพลัง 2.0 ลิตรกับแรงม้า 156 ตัว จะเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ แต่พอมาได้ลองขับแล้วความรู้สึกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะเรี่ยวแรงที่ถ่ายทอดออกมา รู้สึกว่ามันตอบสนองได้เนียนและลื่นไหลกำลังดี อัตราเร่งก็ไม่ได้อืดยืดยาดอย่างที่คาดคิดไว้ แต่หากจะเร่งแซงถ้าจะให้ทันอกทันใจ แนะนำให้ลดตำแหน่งลงสักหนึ่งสองเกียร์แล้วเติมคันเร่ง รถก็จะทะยานออกไปแบบไร้กังวล แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะดึงถึงขั้นหลังติดเบาะ เพราะคาแรคเตอร์มันคือรถครอบครัว 

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หลายคนมักมีความเชื่อฝังหัว ขึ้นชื่อว่าเป็นซูบารุแถมยังขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาอีก ซึ่งตัวเลขที่เคลมมาจากโรงงานคือ 7.2 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13.8 กม./ลิตร (คู่แข่งคลาสเดียวกัน รุ่นขุมพลัง 2.4 ลิตร และ 2.5 ลิตร เคลมไว้ 8.2-8.3 ลิตร/100 กม.) โดยในการขับขี่จริงใช้ความเร็วเดินทาง 90-120 กม./ชม. ระยะทาง 238 กม. อัตราสิ้นเปลืองบนรถอยู่ที่ 9.0 ลิตร/100 กม. หรือ 11.1 กม./ลิตร ซึ่งว่ากันแบบตรงๆ และอย่าไปเทียบกับรถประเภทอื่น ถ้ามองถึงคู่แข่งตัวเลขที่ได้นับว่าไม่แย่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เผลอๆ อาจดีกว่าคู่แข่งบางรุ่นด้วยซ้ำ 


ระบบช่วงล่างนับเป็นอีกหนึ่งคาแร็คเตอร์ที่โดดเด่นของซูบารุ ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอสันสตรัท หลังแบบปีกนกคู่ ซึ่งเมื่อได้ลองขับฟอเรสเตอร์บอกเลยว่าไม่ทำให้ผิดหวัง ช่วงเข้าโค้งต่อเนื่องหรือโค้งกว้างๆ ด้วยความเร็ว เรียกว่าทำได้อย่างมั่นใจ ตัวรถนิ่งหนึบและคุมอยู่ ส่วนพวงมาลัยถือว่าคม แต่แอบเบามือไปนิด การเปลี่ยนเลนเร็วๆ รู้สึกว่าหวิวๆ เบาๆ อยู่บ้าง แต่รถก็ไม่ถึงกับเสียอาการจนไปเหวี่ยงหรือแถออก ส่วนการเก็บแรงสะท้อนเมื่อต้องขับผ่านพื้นผิวถนนต่างระดับหรือรอยต่อถนน นับว่าทำได้ดีทีเดียว แรงสะเทือนส่งมาถึงห้องโดยสารมีน้อย จึงทำให้รู้สึกว่ารถนิ่มและให้ความสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น


ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ใหม่ นับเป็นเอสยูวีที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ลงตัวมากขึ้น ผสานกับรูปลักษณ์และหน้าใหม่ที่เรียกแขกได้ดีกว่าที่เป็นมา ขณะเดียวกันยังคงรักษาคาแร็คเตอร์อันโดดเด่นไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะสมรรถนะการขับขี่ที่เมื่อได้สัมผัสแล้วต้องบอกว่า นี่แหละมันคือวิถีของซูบารุ! แท้ๆ ที่สำคัญเมื่อเทียบกับราคากับสิ่งที่ติดตั้งมากับตัวรถ บอกเลยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นับว่าเกินคุ้ม ส่วนจะตรงใจคนที่อยากได้รถเอสยูวีและสาวกซูบี้แค่ไหน แนะนำว่าต้องไปทดลองขับด้วยตัวเองให้รู้ไปเลยครับ