1
shared

สวย ทน อย่างไทย ไหมไทย...ใครใครก็ใช้ได้

29 พฤษภาคม 2562 10:56 52
กระทรวงพาณิชย์ ผลักดันผ้าไหมไทยออกสู่ตลาดแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยปรับแนวทางการผลิตเพิ่มความหลากหลาย และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเดินหน้าพัฒนาเส้นทางสายไหมสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ตามยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยได้วางกลยุทธ์การพัฒนาผู้ประกอบการผ้าไหมของไทย 3 ภูมิภาค และมอบหมายให้นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น 2) ภาคใต้ ได้แก่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ 3) ภาคเหนือ ได้แก่ จ.แพร่ จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่

โดยจะยกระดับผู้ประกอบการผ้าไหมของไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ เชื่อมโยงเครือข่ายและการตลาดขนานไปตามเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการผลิต เทคนิคเฉพาะ และอัตลักษณ์ผ้าไหมของแต่ละชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์  ให้มีความสวยงามและทนทาน รวมถึง การนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาผ้าไหมของไทยให้มีความหลากหลาย ทันสมัย และดูแลรักษาง่าย ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับผ้าไหมไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พบว่า ประเทศที่ผลิตเส้นไหมมากที่สุดในโลก ได้แก่ อันดับ 1 จีน อันดับ 2 อินเดีย อันดับ 3 อุสเบกีสถาน อันดับ 4 ไทย อันดับ 5 บราซิล ซึ่งปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนมีนโยบายเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม โดยลดบทบาทภาคการเกษตรลง รวมทั้งสินค้าด้านหม่อนไหม ซึ่งสามารถเป็นดัชนีบ่งชี้ปริมาณการผลิตเส้นไหมที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก ดังนั้น หากประเทศไทยมีการส่งเสริมและพัฒนาด้านหม่อนไหมอย่างเต็มที่ ลดต้นทุนการผลิต การสร้างคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้เกิดความแตกต่าง และคงอัตลักษณ์ในการเป็นไหมไทยโดยแท้ที่เป็นเส้นไหมที่สาวด้วยมือ ก็จะทำให้ไหมไทยสามารถเจาะตลาดตลาดต่างประเทศได้ไม่ยากโดยเฉพาะตลาดอาเซียน

ส่วนสถานการณ์การส่งออกและนำเข้าเส้นไหม ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของประเทศไทย พบว่า ในปี 2559 มีมูลค่าส่งออกรวมทั้งสิ้น 489,338,965 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 มีมูลค่าลดลง 97,068,568 บาท หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 16.55 (มูลค่าส่งออกปี 2558 : 586,407,533 บาท)

และมูลค่าการนำเข้า ปี 2559 รวมทั้งสิ้น 863,918,455 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 146,935,063 บาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 20.49 (มูลค่านำเข้าปี 2558 : 716,983,392 บาท)