1
shared

บทบาทสำคัญวุฒิสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

24 พฤษภาคม 2562 17:06 57
รายงาน : บทบาทและอำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องบอกว่ามีอำนาจมากขึ้นจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ หนึ่งในนั้น คือ ส.ว.ชุดนี้มีสิทธิ์ร่วมโหวตผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการประชุมร่วมรัฐสภาด้วย


การยกมือร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี กับ ส.ส. เป็นหนึ่งในอำนาจสำคัญของวุฒิสภา หรือ ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ได้รับฉันทามติจากการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมประเด็นคำถามพ่วง ที่ให้ ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้โหวตเลือกนายกฯ ในช่วง 5 ปีแรกนับจากนี้ ไม่ว่าจะมีการเลือกกี่ครั้งก็ตาม ฉะนั้น อำนาจนี้จึงเป็นอำนาจสำคัญในมือของ ส.ว. ที่เตรียมประเดิมภารกิจในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้ง


บทบาทหน้าที่ของสภาสูง ภายใต้ของบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงจะต้องเป็นตัวช่วยรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ เตรียมหวนสู่เก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารอีกครั้ง โดยเฉพาะการติดตาม และการเร่งรัฐการปฏิรูปประเทศ ที่เป็นจุดขายของพลเอกประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ


รวมถึงการร่วมพิจารณากฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศกับ ส.ส. ที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งต่อประธานรัฐสภา หรือก็คือประธาน ส.ส. หรือหาก ส.ส., ส.ว. เห็นว่าร่างกฎหมายใด เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ก็สามารถเข้าชื่อกัน เพื่อร้องขอให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย โดยที่ประธานรัฐสภา จะต้องตั้งคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วย ประธานวุฒิสภา, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ,ผู้นำฝ่ายค้าน ,ผู้แทนคณะรัฐมนตรี และประธานกรรมาธิการคนหนึ่งจากกรรมาธิการ ส.ว. เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาโดยให้ยึดเสียงข้างมาก และให้ถือเป็นที่สุด โดยให้ประธานรัฐสภาดำเนินการตามคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเสียงของฝั่งรัฐบาลย่อมเป็นเสียงข้างมากแน่นอน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจมี ส.ส. เสนอให้สภา พิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตามกลไกนี้ เพราะการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผูกพันธ์กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณในการบริหารประเทศได้


นอกจากนี้บทบาทของ ส.ว.ชุดนี้ ยังคงต้องพยายามสภาพเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ป้องกันการแก้ไขจากพรรคการเมือง ทั้งระบบการเลือกตั้ง และอำนาจ ส.ว.ในการติดตามการปฏิรูปประเทศ หรือร่วมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกับ ส.ส. และการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. ด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ด้วย


สำหรับอำนาจอื่นๆ อย่างการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระนั้น วุฒิสภาชุดนี้ก็ยังคงสามารถดำเนินการได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะเริ่มการสรรหาเมื่อมี ส.ส. และ ส.ว. ครบสภา


แม้ ส.ว.ช่วงเปลี่ยนผ่าน จะมีบทบาทในการร่วมยกมือโหวตนายกรัฐมนตรี แต่เสถียรภาพของรัฐบาลก็ยังจะต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้น ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ จะขึ้นอยู่กับ ส.ส. 500 คน เท่านั้น