1
shared

อย.สรุปยอดแจ้งครอบครองกัญชาทั่วประเทศ ทะลุ 20,000 ราย

22 พฤษภาคม 2562 07:26 92
อย. ประเมินยอดประชาชนขอแจ้งการครอบครองกัญชาทะลุ 2 หมื่นรายทั่วประเทศ ขณะที่การสั่งจ่ายยากัญชาในระบบล็อตแรก ต้องเป็นผู้ป่วยที่ได้รับคำวินิจฉัยจากแพทย์ ว่าเป็นโรคที่จำเป็นต้องรักษากัญชาทางการแพทย์ก่อนเท่านั้น



วันนี้ (21 พ.ค.62) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย. ระบุว่า ยอดผู้แจ้งครอบครองกัญชาทั่วประเทศปัจจุบันประมาณ 16,000 คน คาดถึง 20,000 คน ซึ่งต้องรอสรุปผลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยมีผู้มาแจ้งครอบครองที่อย. 2,000 คน ซึ่งร้อยละ 90 เป็นกลุ่มผู้ป่วยและจำเป็นต้องใช้กัญชารักษาโรค ส่วนร้อยละ 10 เป็นผู้ที่ไม่ควรจะมีกัญชาไว้ในครอบครอง โดยในจำนวน 16,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยจำเป็น ซึ่งเป็นโรคที่มีข้อมูลชัดเจนว่ากัญชาได้ประโยชน์ ครอบคลุม 4 โรค ซึ่งมีผู้มาแจ้งเข้าข่ายโรคดังกล่าว 50-60 คน เช่น มะเร็งระยะสุดท้าย ลมชักในเด็กที่รักษาอาการในโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มอื่น เช่น พาร์กินสัน ร้อยละ 20 ส่วนร้อยละ 30 เป็นการแจ้งโรคอื่น เช่น โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งกลุ่มนี้สามารถรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้กัญชารักษา 

นอกจากนี้ พบว่ายังมีการแจ้งอื่น เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน ซึ่งกลุ่มนี้ใช้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาได้ โดยกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้กัญชา หลังจากนี้ทาง อย.จะแจ้งไปยังแพทย์ที่ผ่านการอบรม เพื่อจับคู่ผู้ป่วยในการรับรักษายังสถานพยาบาล


สำหรับความคืบหน้าการสั่งจ่ายสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ให้กับกลุ่มผู้ป่วย ล่าสุด กรมการแพทย์ ได้มีการหารือการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ ประกอบด้วย ตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มโรคที่ต้องใช้กัญชารักษาโรค คณะทำงาน จากกรมการแพทย์ องค์การเภสัชกรรม เพื่อหารือ แนวทางขั้นตอนการนำสารสกัดกัญชาไปใช้กับผู้ป่วย และกำหนดระบบติดตามการใช้กัญชาทางการแพทย์ หาก อภ. สามารถผลิตสารสกัดน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ในระบบล็อตแรกเป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และได้ประสิทธิภาพสูงสุด 


ดร.นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ผอ.สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ ระบุว่า การประชุมวันนี้ เป็นเพียงการหารือ เบื้องต้นในแนวทางสั่งจ่าย ยาสารสกัดกัญชา ซึ่งสถานพยาบาล ที่สามารถสั่งจ่ายยาสารสกัดกัญชาได้นั้น ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุญาต จาก อย. ก่อน โดย สถานพยาบาล ต้องมีการควบคุมการใช้ยาสารสกัดกัญชา ให้กับกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เช่น การรักษาอาการกลุ่มโรคลมชัก ของสถาบันประสาทวิทยา โดยแพทย์ ต้องประเมินผู้ป่วยแต่บะรายบุคคล ก่อนที่จะทำการสั่งจ่ายยากัญชาในการรักษา

สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีการวางแผนเชิงระบบในการสั่งจ่ายยาสารสกัดกัญชา เพื่อกำกับดูแลและขออนุญาต ส่วนนี่ต้องมีการพูดคุยหารือให้ชัดเจน ซึ่งสถาบันประสาทวิทยา โดย กรมการแพทย์ จะเป็นโมเดลในการกำหนดรูปแบบ การประเมินและสั่งจ่ายยาสารสกัดกัญชาในกลุ่มผู้ป่วย หากมีปัญหาและอุปสรรคระหว่างนี้จะมีการปรับแก้ เพื่อให้เป็นต้นแบบ กับสถานพยาบาลอื่นๆในการนำไปเป็นรูปแบบการสั่งจ่ายยาสารกัดกัญชาให้กับผู้ป่วยต่อไป


พญ.อาภาศรี ลุสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกุมารประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ระบุว่า เบื้องต้นการสั่งจ่ายยาสารสกัดกัญชา จาก อภ. จะเลือกในกลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก โดยจะประเมินอาการผู้ป่วยที่มีความต้องการในการรักษามากที่สุดก่อน เนื่องจากในช่วงแรก ปริมาณยาสารสกัดกัญชาจาก อภ. อาจจะยังไม่สามารถรักษาในผู้ป่วยโรคลมชักได้ทุกราย เนื่องจากมีข้อจำกัดในการผลิต

สำหรับการอบรมแพทย์ ในการสั่งจ่ายยากัญชาในระบบ รุ่น2 กรมการแพทย์ จะอบรม ในวันที่ 23 พ.ค. นี้ เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น