4
shared

กระแสโลกตีกลับโทษปาหินประหารชีวิตเกย์ในบรูไน

9 พฤษภาคม 2562 14:38 1,104
สุลต่านแห่งบรูไนทรงประกาศระงับโทษปาหินประหารชีวิตกลุ่มรักร่วมเพศหลังจากเผชิญกระแสต่อต้านจากทั่วโลก

วันนี้ ( 9 พ.ค. 62 )หลังจากเผชิญกระแสต่อต้านจากทั่วโลกกรณีบังคับใช้กฎหมายลงโทษประหารชีวิตผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศด้วยการปาก้อนหิน ล่าสุดสุลต่านแห่งบรูไน ทรงประกาศระงับโทษดังกล่าวแล้ว แต่ทรงยืนยันมีเจตนาที่จะส่งเสริมความสงบสุขและความสามัคคีของคนในประเทศ

สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไน ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางสถานีโทรทัศน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าจะไม่มีการบรรจุโทษประหารชีวิตสำหรับผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญาใหม่ ตามหลักกฎหมายของศาสนาอิสลาม หรือ ชะรีอะฮ์ ที่มีการบังคับใช้เมื่อเดือนก่อน


โดยเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา บรูไนประกาศบังคับใช้กฎหมายหลายข้อที่มีบทลงโทษซึ่งถูกประชาคมโลกวิพาษ์วิจารณ์อย่างมาก เช่น กฎหมายลงโทษด้วยการปาหินผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ การข่มขืน การคบชู้ ลงโทษการขโมยด้วยการตัดแขนขา และการโบยตีผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์ เพื่อต้องการเพิ่มความเข้มข้นของคำสอนตามหลักศาสนาแก่ชาวบรูไน

การประกาศระงับใช้กฎหมายดังกล่าว มีขึ้นหลังเผชิญกระแสต่อต้านรุนแรงจากทั่วโลก โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์การสหประชาชาติ ออกมาประณามว่ามาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ขณะที่บุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ได้ร่วมกันคว่ำบาตรโรงแรมทั่วโลกที่สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงเป็นเจ้าของ อย่างโรงแรมเดอะเบเวอรีฮิลส์ ในลอสแองเจลิส, โรงแรมเดอะเบเวอรีฮิลส์ ในลอสแองเจลิส และโรงแรมเดอะดอร์เชสเตอร์ในลอนดอน ขณะที่บริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งก็หยุดส่งเสริมบรูไนเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม สุลต่านแห่งบรูไน ทรงชี้แจงผ่านพระราชดำรัสว่า มีข้อสงสัยและการเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับกฎหมายชารีอะฮ์ อยู่มากมาย โดยทรงตรัสว่าหากเข้าใจจุดประสงค์ของกฎหมายดังกล่าว จะเห็นเจตนาดีพื่อรักษาสันติสุขและความกลมเกลียวของประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงระบุว่าแม้กฎหมายชารีอะห์ และกฎหมายอาญาทั่วไปที่บังคับใช้เคียงคู่กันจะมีบทลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงบางประเภท อาทิ การฆาตกรรมและยาเสพติด ด้วยวิธีการแขวนคอ แต่บรูไนก็ไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว ขณะเดียงกันพระองค์ยังทรงให้คำมั่นด้วยว่าบรูไนจะให้สัตยาบันอนุสัญญาห้ามทรมาน ที่ลงนามไว้เมื่อหลายปีก่อน สอดคล้องกับที่นายเอรีวาน ยูซูฟ รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไน ที่ชี้แจงไง้ก่อนหน้านี้ว่าสาระสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์อยู่ที่การให้ความรู้และป้องกันไม่ให้คนทำผิดมากกว่าการลงโทษ


ทั้งนี้ บรูไนใช้ระบบกฎหมายสองระบบมาตั้งแต่ปี 2557 โดยมีศาลกิจการทางโลกควบคู่ไปกับศาลตามหลักอิสลาม หรือศาลชารีอะห์ ซึ่งจะพิพากษาปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา เช่นกรณีสมรสและมรดก โดยมีแผนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้กฎหมายชารีอะฮ์อย่างเต็มตัว

อย่างไรก็แมททิว วูลเฟอ ผู้ก่อตั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชน บรูไน โปรเจค กล่าวว่า พระราชดำรัสของกษัตริย์บรูไนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และยังต้องการให้มีการยกเลิกทั้งหมด เพราะแม้โทษสูงสุดจากความผิดรักร่วมเพศจะถูกระงับไว้ แต่รสนิยมเช่นนี้ยังถือเป็นความผิดมีโทษจำคุกนานหลายปีหรือยังถูกโบยอยู่ ส่วนผู้หญิงที่ถูกตัดสินมีความผิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ก็อาจเจอโทษโบยถึง 40 ครั้ง หรือจำคุกนาน 10 ปี นอกจากนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อถึงขั้นปฏิบัติ จะมีการบังคับใช้โทษตามกฎหมายชารีอะฮ์อย่างเข้มงวดขนาดไหน