3
shared

คุมมือปล้นร้านรับซื้ออัญมณีทำแผน ล่าอีก 1 ซุกเมืองกาญจน์

8 พฤษภาคม 2562 15:21 154
ตร.นำผู้ต้องหาปล้นร้านรับซื้ออัญมณีปากซ.เพชรเกษม 63 ทำแผนฯ เหลืออีก 1 ราย ซุกตัวอยู่ จ.กาญจน์ และตามทรัพย์คืนได้ 108 ชิ้นจาก 141 ชิ้น มูลค่ากว่า 4 ล้าน

วันนี้ (8 พ.ค.62) พล.ต.อ.เฉลิมเกีรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงข่าวคดีปล้นเพชรในร้านรับซื้ออัญมณีปากซอยเพชรเกษม 63 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ หลังจากที่ ตำรวจสน.เพชรเกษมสามารถจับกุม นายนพอนันต์ ภูษิตรุ่งโรจน์ และ นายวุฒิชัย ล้านเหรียญทอง คนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้ว

ทั้งนี้ วันที่เกิดเหตุนายวุฒิชัยได้เข้ามาในร้านและนำปืนวางที่ตู้โชว์สินค้า โดยมีกระเป๋าเป้สีดำวางทับไว้ จากนั้นจึงเดินอ้อมเข้าไปในเคาท์เตอร์ ก่อนบังคับให้พนักงานและเจ้าของร้านหมอบลง และใช้อาวุธปืนตีเข้าศีรษะข้างด้านขวาของเจ้าของร้าน และหยิบทรัพย์สินภายในตู้ที่ 2 ใส่กระเป๋า ก่อนจะหลบหนีขึ้นรถจักรยานต์ที่จอดไว้ห่างจากร้านกว่า 100 เมตร ไปแบ่งทรัพย์สินกันที่ซอยเพชรเกษม 83 และแยกย้ายกันหลบหนี ซึ่งหลังจากนำตัวนายวุฒิชัยมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจได้ขออำนาจศาลอาญาธนบุรีฝากขังผัดแรกทันที


ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ทราบว่า นายนพอนันต์เป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุ ได้หลบหนีไปที่บ้านญาติอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ จึงสืบสวนและสามารถจับกุมได้พร้อมของกลางบางส่วนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ โดยนายนพอนันต์รับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายวุฒิชัย และนายต้น (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล) ก่อเหตุดังกล่าว จนกระทั่งล่าสุดสามารถจับกุมนายวุฒิชัยพร้อมของกลางได้ที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อย่านอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 

ด้าน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เบื้องต้นนายวุฒิชัยให้การรับสารภาพว่า นายนพอนันต์ชักชวนให้มาร่วมก่อเหตุ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาในการให้การ แต่ตำรวจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดก่อน สาเหตุที่ทำไปเพราะต้องการเงินไปใช้จ่าย ทั้งนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ นายต้น ที่ยังหลบหนีอยู่บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี คาดว่าจะได้ตัวในวันนี้ เพราะตำรวจอยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจประวัติ นายนพอนันต์ และนายวุฒิชัย เบื้องต้นยังไม่พบว่าเคยก่อเหตุ 


ด้าน น.ส.จเรนี สุดแสง พนักงานในร้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนายนพอนันต์เคยเข้าซื้อสมาร์ททีวีแต่ใช้ไม่เป็น จึงให้พนักงานในร้านสอนอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้จดจำเสียงและกลิ่นน้ำหอมได้

นอกจากนี้ ยังเป็นลูกค้าที่เคยนำแท็บเล็ตมาขายฝากกับทางร้าน ต่อมาวันที่ 25 เม.ย. ทำทีเข้ามาอ้างว่าใบฝากขายหาย และให้พนักงานค้นหาเอกสารให้ กระทั่งวันเกิดเหตุ นายนพอนันต์สวมหมวกกันน็อคเข้ามา โดยมีจุดสังเกตที่ทำให้จดจำได้คือ แววตา น้ำเสียง และกลิ่นน้ำหอม ทำให้รู้ว่าคนร้าย คือ นายนพอนันต์ 


ขณะที่ นายศิริชัย อาศัยพาณิชย์ เจ้าของร้าน กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนที่ติดจามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน และสามารถนำทรัพย์สินของกลางกลับมาคืนได้ประมาณร้อยละ 80 ของที่ถูกปล้นไป 

นายศิริชัย เผยว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองได้โยนกระเป๋าสตางค์ออกจากตัว เพื่อให้กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายได้ใกล้และชัดเจนที่สุด ถึงแม้นาทีนั้นจะเสี่ยงอันตรายก็ตาม สำหรับแนวทางป้องกันหลังจากนี้ทางร้านจะติดลูกกรงเหล็ก และก่อนจะเข้าร้านต้องถอดหมวกกันน็อค หมวกแก๊ป ออกก่อน 


เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ, ปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นเพื่อไม่ให้เห็นจดจำได้ในการกระทำความผิด , มีอาวุธเพื่อร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป , ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายทางร่างกายและจิตใจ ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยให้หวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และรับของโจร 

อย่างไรก็ตาม ตำรวจสามารถติดตามทรัพย์ที่ถูกปล้นไปคืนมาได้จำนวน 108 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท จาก 141 ชิ้น