3
shared

ระเบิดโจมตีศรีลังกาสัญญาณเตือนโลกเฝ้าระวังก่อการร้าย

26 เมษายน 2562 20:07 235
เหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีโบสถ์คริสต์-โรงแรมหรูในศรีลังกา สะเทือนขวัญทั่วโลก สัญญาณเตือนให้ทุกประเทศต้องเฝ้าระวังและไม่ประมาทในกระบวนการต่อต้านการก่อการร้าย

วันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องหวาดผวากับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายหลายระลอกโจมตีโบสถ์คริสต์และโรงแรมหรูในกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เพระเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติอย่างน้อย 37 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 500คน ถือเป็นการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปยังประชาชนจนทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของศรีลังกา นับตั้งแต่ที่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมา 26 ปีได้ยุติลงเมื่อปี 2552 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน

จากการสอบสวนในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของศรีลังกาได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง National Thowheeth Jamaath หรือ NTJ เป็นผู้ก่อเหตุ แต่จุดสนใจอยู่ที่ว่า NTJ น่าจะได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายก่อการร้ายระหว่างประเทศ

นี่คือข้อสรุปตามหลักฐานในเบื้องต้นที่ปรากฎเพราะ NTJ คือกลุ่มหัวรุนแรงขนาดเล็กที่ไม่ได้รับรู้มากนักในศรีลังกา โดยกลุ่มนี้เคยทำลายพระพุทธรูปเมื่อปี 2561 เท่านั้น และไม่เคยเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายนองเลือด ดังนั้นการที่กลุ่ม NTJ ก่อเหตุโจมตีโบสถ์และโรงแรมหรูที่มีชาวคริสต์อยู่เป็นจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่เกินกว่าศักยภาพของกลุ่มนี้


ทางด้านนายรูวาน วิเจวาร์ดานา รัฐมนตรีมหาดไทยศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาว่าจากการสอบสวนเบื้องต้น หลังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 40 คน พบว่ากลุ่ม NTJ อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดฆ่าตัวตายครั้งนี้เพื่อต้องการตอบโต้และแก้แค้นที่เกิดเหตุมือปืนที่มีแนวคิวเชิดชูคนผิวขาวกราดยิงภายในมัสยิดสองแห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน และทางการกำลังเร่งสืบสวนในเชิงลึกต่อไป เพราะเชื่อว่าเครือข่ายก่อการร้ายจากต่างประเทศน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนเหตุโจมตีครั้งนี้

ส่วนนักวิเคราะห์ให้ข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอสอยู่เบื้องหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงหลังจากที่ถูกกวาดล้างเกือบทั้งหมดในอิรักและซีเรีย นอกจากนี้ เหตุระเบิดในศรีลังกายังมีลักษณะเหมือนการก่อเหตุของกลุ่มไอเอสคือ มุ่งเป้าไปยังประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่ง เป็นพฤติกรรมป่าเถื่อนที่สร้างความหวาดผวาที่สุดและหลักฐานต่างๆก็มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อแหล่งข่าวจากชุมชนชาวมุสลิมในศรีลังกาได้เปิดเผยว่า NTJ ได้ประกาศสนับสนุนไอเอสและผู้ก่อตั้งกลุ่ม NTJ คือนายซาห์รัน ฮาชิม ก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุด้วย ซึ่งล่าสุดกลุ่มไอเอสก็ได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีในศรีลังกาแล้ว


จุดสนใจอีกประการหนึ่งคือเหตุระเบิดโจมตีครั้งนี้ มีรายงานว่าหน่วยข่าวกรองได้รู้ล่วงหน้า จึงต้องมีการตรวจสอบว่ามีความบกพร่องล้มเหลวหรือไม่ ถึงไม่สามารถตรวจพบหรือแจ้งเตือนถึงเหตุระเบิดรุนแรงหลายระลอกที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีศรีลังกาชี้ว่าหน่วยข่างกรองทราบข้อมูลว่าอาจจะเกิดเหตุโจมตีแต่ไม่ได้มีมาตรการรับมือใดๆ จึงถือว่าเป็นความล่าช้า จะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดคำเตือนนี้จึงถูกละเลย 

ศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการต่อต้านลัทธิก่อการร้าย การแยกตัวและเหตุวุ่นวายต่างๆประชากรของศรีลังกา มีชาวคริสต์ร้อยละ 8 ชาวมุสลิมร้อยละ 10 ชาวฮินดูร้อยละ 13 ส่วนที่เหลือคือชาวพุทธ ดังนั้นการปะทะทางศาสนาและชาติพันธุ์จึงเป็นปัญหาเรื้อรังของรัฐบาลชุดต่างๆของศรีลังกา


ส่วนเหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้ แม้ยังไม่สามารถระบุถึงเหตุจุงใจได้อย่างชัดเจนแต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า การมุ่งเป้าไปยังชาวคริสต์อาจจุดชนวนการปะทะทางชาติพันธุ์ในศรีลังกาขึ้นอีกดังนั้นเหตุก่อการร้ายอย่างนองเลือดในศรีลังกาครั้งนี้ จึงเป็นคำเตือนให้ทุกประเทศต้องตระหนักว่า ถึงแม้กลุ่มไอเอสในตะวันออกกลางจะพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มก่อการร้ายนี้จะหมดฤทธิ์

มีรายงานว่าในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการการตรวจสอบและข่าวกรองเพื่อเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายก่อการร้ายที่ยังคงหลบซ่อน” โดยตำรวจได้ตั้งอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุวุ่นวายต่างๆ โดยเฉพาะแผนการก่อความไม่สงบของกลุ่มกบฎ  ขณะที่สหรัฐ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตำรวจโลก ก็ออกมายืนยันว่า ลัทธิก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงยังคงเป็นภัยคุกคามต่อโลกและสหรัฐจะต่อสู้กับภัยคุกคามนี้ต่อไป