2
shared

สวนทางยอดติดเชื้อ สหรัฐลดวันกักตัวโควิดลงเหลือครึ่งเดียว

3 ธันวาคม 2563 15:06 105
สวนทางยอดติดเชื้อ สหรัฐลดวันกักตัวโควิดลงเหลือครึ่งเดียว

ซีดีซีสหรัฐ ออกคำแนะนำใหม่ ลดวันกักตัวโควิดลงเหลือแค่ 7 -10 วัน จากเดิม 14 วัน



 วันนี้ ( 3 ธ.ค. 63 )ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ หรือซีดีซี ออกคำแนะนำเกี่ยวกับโควิด19 ล่าสุดว่า เวลากักตัวมาตรฐาน 14 วัน สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น สามารถลดลงเหลือเพียง 7-10 วันได้ในบางกรณี


โดยในกรณีที่สัมผัสเสี่ยงกับผู้ติดเชื้อโควิด19 แล้วเข้ารับการตรวจเชื้อโควิด19 แล้ว ผลออกมาเป็นลบ ซึ่งหมายความว่าไม่ติดเชื้อโควิดนั้น สามารถกักตัวเองเพียง 7 วัน หรือครึ่งหนึ่งของเวลากักตัวมาตรฐาน 14 วัน ส่วนในกรณีที่ไม่มีอาการของโควิด หลังจากสัมผัสเสี่ยงกับผู้ติดเชื้อ สามารถเลือกที่จะกักตัวลดลงเหลือ 10 วัน 


ซีดีซีหวังว่า คำแนะนำใหม่นี้ จะช่วยให้ชาวอเมริกันทุกคนที่มีความเสี่ยงติดโควิด ยอมปฏิบัติตามมาตรการกักตัว  เนื่องจากการลดวันกักตัว ช่วยให้ปฏิบัติตามมาตรการกักตัวได้ง่ายขึ้น ลดความลำบากในการใช้ชีวิตลง โดยซีดีซียืนยันว่า การปรับคำแนะนำใหม่ครั้งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ตามผลของการศึกษาและข้อมูลใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม ซีดีซียังคงแนะนำว่า แม้จะลดวันกักตัวลง แต่ผู้ที่มีความเสี่ยง ยังควรต้องสังเกตอาการตัวเองให้ครบ 14 วัน ซึ่งเป็นระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 


นอกจากนี้ การกักตัว 14 วัน ยังคงเป็นมาตรฐานที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือดับเบิลยูเอชโอ ได้ให้คำแนะนำไว้ตั้งแต่ต้น และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำแนะนำนี้


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคน สนับสนุนการลดวันกักตัวลง แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง โดยผลการศึกษาใหม่ๆ พบว่า ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ของผู้ติดเชื้อโควิด จะแสดงอาการตั้งแต่ 5-6 วันแรกหลังได้รับเชื้อ แต่ความเสี่ยงคือ มีประมาณ 40 -50 เปอร์เซนต์ของผู้ติดเชื้อ อาจไม่แสดงอาการของการติดเชื้อโควิดเลย


ก่อนหน้าที่ซีดีซีจะเปลี่ยนแปลงให้ลดวันกักตัวได้นี้ มีหลายชาติโดยเฉพาะชาติในยุโรป ได้เริ่มลดวันกักตัวไปแล้ว เช่น ฝรั่งเศส , เยอรมนี และเบลเยี่ยม


เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com
facebook : TNNThailand
facebook live : TNN Live
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNThailand
Instagram : @tnn_online
TIKTOK : @tnnonline