3
shared

สธ. ยัน ไม่จำเป็นล็อกดาวน์พื้นที่พบผู้ติดเชื้อโควิด

3 ธันวาคม 2563 13:09 140
สธ. ยัน ไม่จำเป็นล็อกดาวน์พื้นที่พบผู้ติดเชื้อโควิด

กระทรวงสาธารณสุข เผย ยังไม่มีผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมจาก 10 หญิงไทย ลักลอบเข้าเมือง โดยยืนยัน ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และยังไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อ



วันนี้ (3 ธ.ค.63) ที่ศูนย์แถลงข่าว โรคคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค  และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมแถลงข่าวคืบหน้าสถานการณ์โควิด-19 

นพ.เกียรติภูมิ ระบุว่า ตอนนี้ ถานการณ์ทั่วโลกมีการติดเชื้อโควิด-19 เกิน 65 ล้านคน โดยมีแน้วโน้มเพิ้มขึ้น ขณะที่วันนี้ ไทยมีการผู้ติดเชื้อเพิ่ม 13 ราย จากสถานกักัน 7 ราย และจากเมียนมา 6 ราย ซึ่งมากจากการลักลอบเข้าเมือง โดยทั้งหมดอยู่ในการควบคุมโรค สามารถทำไทม์ไลน์ของแต่ละบุคคลได้ มีการตามหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กลาง ต่ำ ยืนยันไม่น่ามีปัญหาในการแพร่กระจายเชื้อ 

ส่วนการที่โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ สั่งปิดทั้งที่นักเรียนไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในพื้นที่ได้สั่งการ ให้แนวทางปฏิบัติให้กับสถานที่ต่างๆ ไปแล้ว โดยการพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะอันตรายเสี่ยงติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการพิจารณความเสี่ยงจะถูกจำกัดเป็นบางพื้นที่ โดยหากประชาชน ผู้ปกครองเป็นกังวล ให้สอบถามไปยังสาธารณสุขจังหวัดได้

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อ โดยการเฝ้าระวัง ต้องรอผลการตรวจของผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสสูง ในรอบ 2 โดยขณะนี้ผลส่วนใหญ่ยังเป็นลบ แต่ต้องกักตัว 14 วัน หากภายใน 7 วัน ผลยังไม่บวก ถือว่า ยังไม่มีการระบาดสู่วงผู้สัมผัสกลุ่มอื่น และหากผ่านพ้นไปถึง 10 วัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง ถือว่าปลอดภัย แต่หากครบ 14 วันก็ถือว่าปลอดภัย 

เบื้องต้น กำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ติดตาม ค้นหา ผู้ที่อยู่ในกลุ่มสัมผัส โดยมองว่า เหตุการณ์โควิด-19 เหมือนการต่อสู้กับสงคราม กระทรวงสาธารณสุขอยู่ทัพหน้า ประชาชนต้องเป็นฝ่ายสนับสนุน  ช่วยกันใยการป้องกัน ให้ดีเหมือนที่เราเคยทำได้และผ่านกันมา 

ด้าน นพ.โอภาส ระบุว่า กรณีที่คนไทยติดเชื้อจากเมียนมา ภาพรวมตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย -1 ธ.ค 63 มี 10 ราย แบ่งเป็น เชียงใหม่ 3 ราย เชียงราย 3 ราย กทม. 1 ราย  พิจิตร 1 ราย ราชบุรี 1 ราย พะเยา 1 ราย  โดยทั้งหมดทำงาน และเที่ยวที่สถานบันเทิง 1G1 จ.ท่าขี้เหล็ก โดยการลักลอบเข้าเมือง ถือว่า มีโทษรุนแรง ขณะที่มีผู้สัมผัสทุกกลุ่ม 699 ราย โดยทั้งหมดยังไม่พบเชื้อเพิ่มเติม


ส่วนการแบ่งประเภทความความเสี่ยง จะขึ้นแต่ละบุคคล หากผู้ติดเชื้อใส่หน้ากากอนามัยฯ ความเสี่ยงที่จะแพร่ไปยังผู้อื่นจะน้อยลง รวมถึงหากผู้สัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยฯด้วย ความเสี่ยงก็จะลดลงไปอีก  แต่หากไม่ใส่หน้ากากอนามัยเกิน 5 นาที ถือว่า ความเสี่ยงสูง และหากอยู่ในสถานที่แออัด เกิน 15 นาที ถือว่ามีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน 

ส่วนบนเครื่องบิน มีมาตรการให้ใส่หน้ากากอนามัยทุกคนอยู่แล้ว  ความเสี่ยงจะต่ำ  แต่หากไม่ใส่หน้ากากอนามัยฯ ความเสี่ยงรอบข้างจะอยู่ที่ 2 แถวหน้า กับ  2 แถวหลัง โดย เที่ยวบินในประเทศส่วนใหญ่เวลาเดินทางไม่ยาว  ยกเว้น การรับประทานอาหาร กับน้ำ ที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยฯเท่านั้น

ทั้งนี้ หากประชาชน ที่ตกค้างอยู่ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ขอให้ประชาชนประสานเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะผลักดันให้เข้าช่องทางปกติ โดยขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เน้นย้ำให้ใส่หน้ากากอนามัยฯเมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมภายนอก และสแกนระบบไทยชนทุกครั้ง

จากการสอบสวนโรคครั้งนี้ ถือว่า ระบบไทยชนะมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้สามารถค้นหาผู้สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว เช่น ประชาชน ที่เช็กอิน-เช็กเอาท์ ผ่านระบบในช่วงเวลาเดียวกันกับผู้ติดเชื้อหญิง อายุ 29 ปี จ.เชียงใหม่ ย้ำทุกพื้นที่ในประเทศไทยปลอดภัย หากไม่ได้อยู่ในไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อก็ไม่มีความเสี่ยง.

เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE