5
shared

เฝ้าระวัง “คนเกือบจน” เปลี่ยนสถานะเป็น “คนจน”

28 ตุลาคม 2563 17:00 439
เฝ้าระวัง  “คนเกือบจน”  เปลี่ยนสถานะเป็น “คนจน”

การแพร่ระบาดโควิด-19 กำลังทำให้สถานการณ์ความยากจนรุนแรงขึ้น หรือ เลวร้ายลงทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยที่มีควมเสี่ยงคนจนจะเพิ่มขึ้น หลังจากปี2562 ที่ปรับลดลงเหลือเพียง 4.3 ล้านคน ต่ำที่สุดนับตั้่งแต่ปี 2531

ปัญหาความยากจน เป็นปัญหาที่ทุกประเทศพยายามแก้ไขไม่ให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น  ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทิศทางที่ดีขึ้น แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังทำให้สถานการณ์ความยากจนรุนแรงขึ้น หรือ เลวร้ายลงทั้งโลก  รวมถึงประเทศไทยด้วยที่มีควมเสี่ยงคนจนจะเพิ่มขึ้น หลังจากปี2562 ที่ปรับลดลงเหลือเพียง 4.3 ล้านคน  ต่ำที่สุดนับตั้่งแต่ปี 2531  สถานการณ์ความยากจนของโลกและของไทย จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน  เศรษฐกิจไซต์วันนี้จะพาไปสำรวจเรื่องนี้กัน


เริ่มจากสถานการณ์ความยากจนของโลก   โดยล่าสุดมีรายงานของธนาคารโลก หรือ "เวิลด์แบงก์"  ออกมาเตือนว่า ในปีนี้จำนวนผู้ที่มีความยากจนอาจถึง “ความยากจนขั้นรุนแรง”  (extreme poverty) หรือน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ หรือตั้งแต่ปี 1998 (2541)  ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตกาารเงินเอเชีย

โดยปีนี้ผู้ที่มี “ความยากจนขั้นรุนแรง” น่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 115 ล้านคน / ขณะที่ ปีหน้าอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 150 ล้านคน เนื่องมาจาก วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ ตามคำอธิบายของธนาคารโลกระบุว่า ความยากจนขั้นรุนแรง (extreme poverty) คือ ผู้ที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการบริโภคน้อยกว่า 1.9 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 60 บาท) ต่อวัน โดยก่อนจะเกิดการระบาด ธนาคารโลกประเมินว่า อัตราความยากจนขั้นรุนแรงน่าจะลดเหลือเพียง 7.9% ของประชากรทั้งโลก ในปีนี้ แต่หลังจากเกิดการระบาดจึงปรับการคาดการณ์ อัตราความยากจนขั้นรุนแรงในปีนี้ เป็น 9.1% ถึง 9.4% ของประชากรทั้งโลก

เมื่อปี 2013 (2556)  ธนาคารโลกเคยประกาศเป้าหมายว่า จะลดจำนวนผู้ที่มีความยากจนขั้นรุนแรงให้เหลือต่ำกว่า 3 เปอร์เซนต์ภายในปี 2030  แต่ล่าสุดธนาคารโลกได้ออกมายอมรับว่า เป้าหมายดังกล่าวยากที่จะสำเร็จ หากไม่การดำเนินนโยบายที่รวดเร็ว มีนัยยะสำคัญ และมากเพียงพอ เนื่องจาก ก่อนเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 อัตราผู้ที่หลุดออกจากความยากจนเริ่มชะลอตัวมาสักระยะแล้ว


สำหรับสถานการณ์ความยากจนในประเทศน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน ไปดูข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลล่าสุดสถานการณ์ความยากจนของไทยปี 2562   พบว่าปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น 

โดยสัดส่วนคนจนลดลงจากร้อยละ 9.85 ในปี 2561 มีอยู่ที่ร้อยละ 6.24 ในปี 2562 หรือมีคนจนจำนวน 4.3 ล้านคน ลดลงจำนวน 6.7 ล้านคนในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการขยายมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ อาทิ โครงกำรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เป็นต้น


ส่งผลให้ภาพรวมคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,847 บาทต่อคนต่อเดือนจากปี 2560 ที่มีรายได้ 9,614 บาทต่อคนต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42   ขณะที่ครัวเรือนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 2,823 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2560 เป็น 3,016 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.81 ซึ่งการที่คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย หรือสูงกว่าเส้นความยากจน ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีตกกับคนยากจนมากขึ้น   สำหรับปี 2562 เส้นความยากจน (Poverty Line) มีมูลค่อยู่ที่ 2,763 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มจาก 2,710 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2561 

ทั้งนี้ เส้นความยากจน จะสะท้อนค่าใช้จ่ายมาตรฐานขั้นต่ำที่คนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ (Minimum Requirement) ในสังคม โดยคนที่มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพต่ำกว่ำเส้นความยากจน จะถือว่าเป็นคนจน  

โดยเส้นความยากจนปี 2562 ที่เพิ่มขึ้น เกิดจากเส้นความยากจนด้านอาหารเพิ่มจาก 1,500 บาท/คนเดือน เป็น 1,552 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนการบริโภคสินค้าจำเป็นอื่นที่มิใช่อาหาร (Non Food Line) ค่อนข้างทรงตัว โดยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1,210 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,211 บาทต่อคนต่อเดือน 



และเมื่อพิจารณาเป็นระดับครัวเรือนในปี 2562 พบว่ามีครัวเรือนยากจนจำนวนทั้งสิ้น 1.31 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.04 ของครัวเรือนทั้งหมด ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.85 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 7.64 ในปี 2561 ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์ความยากจนจะมีความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสะท้อนแนวโน้มที่ดีขึ้นของสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทย


จากสถานการณ์ความยากจนในปี 2562 ซึ่งมีจำนวนคนจน 4.3 ล้านคน ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2531 และสัดส่วนคนจนปี 2562 ที่ร้อยละ 6.24 ทำให้ประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายในการแก้ปัญหาความยากจนตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่มีเป้าหมายให้สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลงเหลือร้อยละ 6.5 ณ สิ้นแผนพัฒนาฯ ในปี 2564 อีกด้วย สะท้อนถึง การประสบความสำเร็จในการลดปัญหาความยากจน และการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความจนของภาครัฐ 

อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนคนจนในภาพรวมจะมีแนวโน้มลดลง แต่การรักษาระดับสัดส่วนคนจนให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปจนสิ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (2560-2564)  ยังต้องติดตามสถานการ์ต่อไป เนื่องจากในปี 2563 ประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติโรค Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการจ้างงานเป็นวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานจนทำให้สถานการณ์ความยากจน “เลวร้ายยิ่งขึ้น”  ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดสัดส่วนประชากรยากจนให้ต่อเนื่องถึงระยะสิ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้


แล้วกลุ่มไหนมีความเสี่ยงจะทำให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น ?  

จากข้อมูลของสภาพัฒน์  เมื่อพิจารณาคนยากจนตามระดับความรุนแรง โดยแบ่งความยากจนออกเป็นกลุ่ม “คนยากจนมาก” และ “คนยากจนน้อย”  พบว่า คนยากจนมาก (มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่ำเส้นความยากจนเกินกว่าร้อยละ 20)  ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาความยากจนในด้านตัวเงินที่รุนแรง มีจำนวนทั้งสิ้น 1.28 ล้านคน  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.50 ของคนยากจนทั้งหมด ลดลงจาก 2.65 ล้านคนในปี 2561 หรือลดลงร้อยละ 51.78  ขณะที่ “คนยากจนน้อย” หรือคนยากจนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อกาอุปโภคบริโภคใกล้เคียงกับเส้นความยากจน พบว่า มีจำนวน 3.05 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนที่มีจำนวน 4.04 ล้านคน หรือลดลงร้อยละ 24.43  

จะเห็นว่าคนยากจนจะลดลงทั้งกลุ่มคนยากจนน้อย และคนยากจนมาก แต่พบว่ากลุ่ม “คนเกือบจน” กลับมีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพิจารณาคนเกือบจนหรือกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่คนยากจนแต่มีร่ายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคใกล้เคียงกับเส้นความยากจน   ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าประชากรในกลุ่มนี้มี “ความเสี่ยง” ที่จะเป็นคนยากจนได้ง่าย  หากมีปัญหามากระทบ อาทิ การเจ็บป่วย การว่างงาน อุบัติภัย ฯลฯ  ทั้งนี้ พบว่า ในปี 2562 คนเกือบจนมีจำนวนทั้งสิ้น 5.40 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.79 ของประชากรทั้งประเทศ แม้ว่าจะมีจำนวนลดลงจากปีก่อนที่มีจำวน 5.55 ล้านคน แต่ยังต้อง "เฝ้าระวัง" และมีมาตรการดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องเพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้ตกไปเป็นกลุ่มคนจน โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการมีงานทำและมีรายได้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.youtube.com/watch?v=EiK_ASNx42c


ที่สำคัญหากเปรียบเทียบในมิติรายได้ของคนทั้ง 4 กลุ่ม พบว่า กลุ่ม “คนไม่จน” มีรายได้สูงสุดที่ 10,302 บาทต่อคนต่อเดือน สูง กว่า “คนเกือบจน” ถึงกว่า3 เท่า ขณะที่คนจนน้อย และคนเกือบจนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันไม่มากนัก ที่ 3,235 บาทต่อคนต่อเดือน และ 3,864 บาทต่อคนต่อเดือน ตามลำดับ สะท้อนถึงโอกาสที่ครัวเรือนเกือบจนจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนจนได้ง่าย   

และในมิติการศึกษาพบว่า ครัวเรือนเกือบจน ครัวเรือนจนน้อย และครัวเรือนจนมาก เป็นครัวเรือนที่ได้รับการศึกษาต่ำ  โดยมีสัดส่วนประชากรที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า ร้อยละ 75 โดย “คนเกือบจน” มีสัดส่วนถึงร้อยละ 75.77 สะท้อนถึงโอกาสที่จะตกงาน หรือถูกเลิกจ้างได้ง่ายเช่นกัน 

เพราะฉะนั้นหากดูตัวเลข “คนเกือบจน” จำนวน 5.4 ล้านคน อาจกล่าวได้ว่าในปีนี้โอกาสที่คนจนจะเพิ่มจากคนกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้สูง  เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีคนตกงานจำนวนมากจากผลกระทบของโควิด-19  เพราะภาวะเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง โดยสภาพัฒน์คาดว่าจีดีพีจะติดลบร้อยละ 7.8 ถึงติดลบร้อยละ 7.3  และยังคาดว่ามี "ความเสี่ยง" ที่คนจะตกงานถึง 8.4 ล้านคน กลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงจะยากจนลงเพราะรายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้  แต่จะตกงานจริงเท่าไรต้องติดตาม 

แต่จากการประเมินของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ และธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ตรงกันว่าปีนี้น่าจะมีคนตกงาน 3-4 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้จะกลายเป็น "คนจน" แน่นอนเพราะดูด้านรายได้ เนื่องจากรายได้หายเพราะตกงาน  

 

ขณะที่ รายงาน Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก  คาดการณ์ว่า “ประเทศไทย” จะมีจำนวนคนจนปรับเพิ่มจาก 4.7 ล้านคนเมื่อช่วงไตรมาส 1/63 กระโดดเป็นเท่าตัวเป็น 9.7 ล้านคนเมื่อช่วงไตรมาส 2/63 และปรับลดเหลือ 7.8 ล้านคนในไตรมาส 3/63 หลังจากรัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินช่วยเหลือเข้าสู่ระบบ  ส่วนไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ธนาคารโลกยังไม่ได้คาดการณ์ไว้ แต่ดูจากแนวโน้มก็น่าจะลดลงแต่คงไม่มาก  


ดังนั้น แม้สถานการณ์ความยากจนของไทยในปี2562 จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ในปีนี้น่าจะไปทิศทางเดียวกับสถานาการณ์ความยากจนทั้งโลก ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และค่อนข้างน่าเป็นห่วง 

แต่สถานการณ์ความยากจนในไทยจะเลวร้ายยิ่งขึ้นหรือไม่  ขึ้นอยู่กับมาตรการดูแลผลกระทบจากโควิด-19 ของภาครัฐว่าจะช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะ "กลุ่มคนเกือบจน"   และ "กลุ่มเสี่ยงจะตกงาน" ซึ่งมีความอ่อนไหวหรือเปราะบางที่จะเปลี่ยนสถานะเป็น "คนจน" ได้ง่าย  และนี่คืออีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกและไทยต้องรับมือในยามที่เกิดวิกฤต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เฝ้าระวัง "คนเกือบจน" เปลี่ยนสถานะ เป็น "คนจน" | เศรษฐกิจInsight 28 ต.ค.63

https://www.youtube.com/watch?v=EiK_ASNx42c


เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE