27
shared

หมอธีระ ชี้ฤดูหนาวไวรัสอยู่นาน "โควิด" จะระบาดรุนแรง

22 ตุลาคม 2563 11:54 817
หมอธีระ ชี้ฤดูหนาวไวรัสอยู่นาน "โควิด" จะระบาดรุนแรง

"หมอธีระ" ชี้ฤดูหนาวไวรัสจะอยู่ได้นาน การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จะรุนแรงขึ้น

วันนี้( 22 ต.ค.63) รองศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า

"สถานการณ์ทั่วโลกล่าสุด 22 ตุลาคม 2563... ในช่วงที่ผ่านมา ติดเชื้อเพิ่มไปถึง 3.1 ล้านคนใน 8 วัน เฉลี่ยแล้วเพิ่ม 1 ล้านคนในเวลาน้อยกว่า 3 วัน ถือว่ารวดเร็วมาก

เมื่อวานติดเพิ่ม 427,445 คน รวมแล้วตอนนี้ 41,413,804 คน ตายเพิ่มอีก 6,532 คน ยอดตายรวม 1,134,755 คน

อเมริกา รุนแรงขึ้นชัดเจน ติดเพิ่มอีกถึง 58,076 คน รวม 8,570,613 คน

อินเดีย ติดเพิ่ม 56,238 คน รวม 7,705,158 คน

บราซิล ติดเพิ่ม 24,818 คน รวม 5,298,772 คน

รัสเซีย ติดเพิ่มทำลายสถิติต่อวันเป็น 15,700 คน รวม 1,447,335 คน

อันดับ 5-10 ตอนนี้ยังคงเป็น สเปน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย ฝรั่งเศส เปรู และเม็กซิโก ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่นต่อวัน

สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ก็ยังติดกันหลักร้อยถึงหลักพัน

ญี่ปุ่น และมาเลเซียติดเพิ่มกันหลายร้อย ส่วนจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มกันหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และเวียดนาม ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...สถานการณ์ในเมียนมาร์ยังรุนแรงกำลังจะทะลุ 4 หมื่นคนแล้ว เมื่อวานติดเพิ่มอีก 1,194 คน ตายเพิ่มอีก 27 คน ตอนนี้ยอดรวม 39,696 คน ตายไป 972 คน อัตราตายตอนนี้ 2.4%

...ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว อุณหภูมิเย็นลง ไวรัสจะอยู่ได้นานขึ้น การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จะรุนแรงขึ้น ดังที่เห็นในประเทศตะวันตก ทั้งในทวีปอเมริกา และยุโรป

...สำหรับเมืองไทย จำนวนการติดเชื้อยังมีไม่มาก แต่กำลังเปิดประเทศความเสี่ยงจะสูงขึ้นมากที่จะเกิดการระบาดซ้ำในไม่ช้า

ที่ต้องจับตาดูคือ ความเคลื่อนไหวของรัฐ ที่ประกาศออกมาอย่างน่าอดสูเมื่อวานนี้ว่า

"โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น การติดเชื้อถือเป็นเรื่องปกติ จะยึดติด 0 ไม่ได้"

หากประกาศออกมาเช่นนั้น แปลว่าคงจะผลักดันเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว และเปิดรับความเสี่ยงอย่างเต็มที่

ถ้าพูดกันตรงๆ ตามหลักของเหตุและผล ขอบอกว่า...หนึ่ง โควิด-19 "ไม่ใช่" โรคประจำถิ่น

แต่มันคือโรคระบาด เมืองไทยยังไม่มีการระบาดซ้ำจนต้องยอมจำนนให้มันมาประจำถิ่น แต่การประกาศว่าเป็นโรคประจำถิ่น แปลว่าคุณกำลังรับมันเข้ามาประจำถิ่นเอง ถามว่ายุติธรรมต่อชีวิตประชาชนทุกคนในประเทศหรือไม่?

สอง การติดเชื้อ"ไม่ใช่" เรื่องปกติ

แต่ติดเชื้อแล้วทำให้เจ็บป่วยได้ ตายได้ ดังที่เราเห็นติดกันไป 41 ล้านคน ตายไปกว่าล้านคนทั่วโลก มันปกติเสียที่ไหน? หากกล้าพูดออกมาว่า "การติดเชื้อถือเป็นเรื่องปกติ" คงต้องไปเช็คสติสตังว่าเป็นอย่างไร หรือมุ่งแต่กระโจนเข้าหา"สตางค์" จนไม่สนใจผลกระทบต่อชีวิตคน

Normalizing Risk หรือ Normalizing Fear นั้น เป็นกลยุทธ์ที่โหดร้ายที่สุดหากนำมาใช้ในสงครามโควิด ณ ขณะนี้ ซึ่งยังไม่มียารักษามาตรฐาน และไม่มีวัคซีนป้องกัน...หิริโอตตัปปะ คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม คือสิ่งที่ต้องมี...

สาม "จะยึดติด 0 ไม่ได้"...ไม่มีใครปฏิเสธว่าอาจติดได้หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระบาดรุนแรงทั่วโลก

แต่ไม่ใช่รนหาที่ด้วยการประกาศนโยบายโกยเงิน แลกกับชีวิตทุกคนในประเทศ

การสื่อสารสาธารณะโดยใช้แนวทาง Normalizing risk/fear เช่นนี้จะทำให้คนเข้าใจผิด และประมาทเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์แวดล้อมที่อันตรายขึ้น

ถามหน่อยเหอะ...ใจคอทำด้วยอะไร!!! บาปมากนะครับ...

สำหรับประชาชนทุกคน...ขอเรียนว่า โรคนี้ไม่ใช่หวัดธรรมดา ยังไม่ใช่โรคประจำถิ่นแต่กำลังจะถูกทำให้เป็นโรคประจำถิ่น การติดเชื้อไม่ใช่เรื่องปกติ ทำให้ตายได้ เจ็บป่วยหนักได้ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะการสื่อสารมาข้างต้นดูจะเป็นสัญญาณอันตราย ที่บ่งถึงความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่อาจคุกคามต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชนในประเทศ

ขอให้เราใส่หน้ากาก รักตัวเอง รักครอบครัว ป้องกันตัวเสมอ

ระบาดซ้ำ...ความชอบธรรมในการบริหารจะหมดไปอย่างแท้จริงครับ ได้โปรดอย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเลยครับ ชีวิตที่เสียไปจะเสกคืนมาไม่ได้

ตอนนี้"จำเป็น"ต้องรื้อวงนโยบายสุขภาพท่องเที่ยวและเดินทาง

ด้วยรักต่อทุกคน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"





เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE