6
shared

83% ขององค์กรปรับเปลี่ยนความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในปี 2020

20 ตุลาคม 2563 11:02 87
83% ขององค์กรปรับเปลี่ยนความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในปี 2020

Cybersecurity คือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ากว่า 83% ขององค์กรหันมาสนใจดูแลระบบป้องกันนี้มากขึ้นจากช่วงสถานการณ์ระบาดที่ผ่านมา

Cybersecurity คือ ความมั่นคงปลอดภัยและความสามารถที่จะปกป้องข้อมูลหรือระบบสารสนเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยมีผลการสำรวจชื่อว่า “Survey of IT leaders completed by CensusWide” ซึ่งสนับสนุนโดย Centrify สำรวจจากความคิดเห็นของหัวหน้าฝ่ายไอที 215 คนในประเทศอเมริกา

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการลงทุนทางด้าน IT, การดำเนินการ และการใช้จ่ายตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา และมีผลสำรวจเชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้

- 73% ขององค์กร (ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน) เร่งแผนการโยกย้ายระบบคลาวด์เพื่อรองรับการทำงานแบบระยะไกลในองค์กรของตน อันเนื่องมาจากผลกระทบช่วงสถานการณ์ระบาด
- 81% ขององค์กรเร่งพัฒนาระบบ IT ให้ทันสมัยเนื่องจากช่วงสถานการณ์ระบาด
- 48% จากองค์กรทั้งหมดที่สำรวจมีการเร่งแผนการเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์, ในขณะที่ 49% ได้เร่งกระบวนการพัฒนา IT ของตนให้ดีขึ้นเนื่องจากสถานการณ์โควิด
- 32% ขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 500 คน มีการนำระบบอัตโนมัติที่มีฐานจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้มากขึ้นในปีนี้

โดยผลการศึกษาพบว่ายิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญจากระยะไกลให้กับทีมผู้ดูแลระบบไอที และสองสิ่งแรกที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ คือการการอัปเดตความปลอดภัยของข้อกำหนดการเข้าใช้งานระยะไกลและการแจ้งเตือน

จากผลสำรวจ สามารถสรุปข้อมูลเชิงหลักหลัก ๆ ได้ดังนี้

1 --- องค์กรที่เปลี่ยนระบบการเข้าถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์มีจำนวนมากขึ้นอย่างสังเกตได้ โดยมีมากถึง 83% จากจำนวนองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำสถานประกอบการณ์ต่าง ๆ
เป็นเรื่องที่ควรแก่การสนับสนุนสำหรับบรรดาองค์กรขนาดเล็กถึงกลางที่เริ่มปรับตัวและหันมาพัฒนาวิธีการเข้าถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลอย่างไร การปรับความปลอดภัยทางไซเบอร์เริ่มต้นจากองค์กรตั้งแต่ขนาด 10-49 คน โดย 60% ได้มีการปรับระบบความปลอดภัยของคลาวด์อันเรื่องมาจากการกระจายการทำงานที่เกิดขึ้น



2 --- 48% ขององค์กรทั้งหมดต้องเร่งอพยพสู่การใช้คลาวด์อันเนื่องมากจากผลกระทบของการระบาด โดยมีผู้นำคือบรรดาองค์กรขนาดใหญ่
องค์กรขนาดใหญ่ (ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน) จะเร่งแผนการย้ายไปยังคลาวด์มากกว่า โดย 73.5% ขององค์กร(ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน)ได้เร่งแผนย้ายไปยังคลาวด์เพื่อรองรับการทำงานระยะไกลของพนักงาน ผลการค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของคลาวด์ที่มีต่อบรรดาองค์กรต่าง ๆ ในปีนี้ และยังพบข้อมูลนี้บ่อยครั้งในหลายการสำรวจที่จัดทำในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าระบบคลาวด์นั้นสามารถเอาชนะเหล่าองค์กรทั้งหลายได้ดีเพียงใด



3 --- 49% ของบรรดาสถานประกอบการณ์ทั้งหมดและ 81% ขององค์กรขนาดใหญ่จำต้องเร่งกระบวนการพัฒนาระบบไอทีให้ทันสมัยเนื่องมาจากผลกระทบของสถานการณ์ระบาด
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การพัฒนาระบบ IT ให้ทันสมัยคือการเน้นพัฒนาขั้นตอนโดยใช้ดิจิทัลให้มากขึ้นอย่าง Clound native (59%) การรักษาความยืดหยุ่นและความปลอดภัยสำหรับการทำงานทางไกลบางส่วน (57%) และการทบทวนและปรับกองรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (40%)


4 --- 51% ขององค์กรขนาดใหญ่ (ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน) ให้ความสำคัญมากที่สุดกับการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบการเข้าถึงระยะไกล
ในทางกลับกัน 27% ของหัวหน้าฝ่ายไอทีจากองค์กรทั้งหมดกคิดว่าการให้การเข้าถึงอย่างละเอียดกับทีม IT, ทีม IT จากบริษัทที่จ้างมา, และกลุ่มผู้ให้บริการอื่น ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งองค์กรใหญ่เท่าไหร่ การเข้าถึงระยะไกลยิ่งสำคัญเท่านั้น 
ผลการศึกษายังพบว่าสถานประกอบการณ์ที่มีพนักงาน 250-500 คนมักจะเลือกซื้อเครื่องมือและแอปพลิเคชันรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อจะให้เป็นไปตามข้อกำหนดมากกว่า



ข้อสรุปที่ได้จากผลการศึกษานี้

หัวหน้าฝ่ายไอทีใช้ประสบการณ์ที่ได้จากช่วงสถานการณ์ระบาดเป็นตัวตั้งต้นให้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงให้กับการเปลี่ยนแปลงระบบคลาวด์ และการพัฒนาแผนระบบไอทีให้ทันสมัย ทุกหนึ่งในสามของหัวหน้าฝ่ายไอทีที่สัมภาษณ์ หรือคิดเป็น 34% กล่าวว่าพวกเขาได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ และในองค์กรขนาดใหญ่(ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน) 59% ของหัวหน้าฝ่ายไอทีก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้สถานประกอบการณ์ทั้งหมดยังรักษาบุคลากรทางไอทีเป็นอย่างดี โดย 63% กล่าวว่าทีมไอทีไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าสถานประกอบการณ์ส่วนใหญ่มีทั้งงบประมาณและทรัพยากรที่จะรักษาหรือพัฒนาโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 25% ของหัวหน้าฝ่ายไอทีกล่าวว่าบริษัทของตนตั้งใจที่จะรักษาสภาพการทำงานแบบทางไกล 100%

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นบรรดาหัวหน้าฝ่ายไอทีได้รับการสนับสนุนเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงระบบคลาวด์และการพัฒนาระบบไอทีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นความคิดริเริ่มที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีหน้า ทั้งกับบริษัทน้อยใหญ่ขนาดใดก็ตามที่จะลงทุนกับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องยึดถือการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์ให้เป็นเรื่องสำคัญ โดยอาจจะเริ่มต้นจากการควบคุมความเสี่ยงในการเข้าถึงผู้ดูแลระบบในคลาวด์และ DevOps อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับบริษัทที่อยากจะใส่ใจระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของตนให้มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
forbes
quickserv

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com
facebook : TNNThailand
facebook live : TNN Live
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNThailand
Instagram : @tnn_online
TIKTOK : @tnnonline