7
shared

รู้จัก "แก๊สน้ำตา" สารเคมีปราบจลาจล และวิธีการป้องกันเบื้องต้น

18 ตุลาคม 2563 15:23 151
รู้จัก "แก๊สน้ำตา" สารเคมีปราบจลาจล และวิธีการป้องกันเบื้องต้น

ทำความรู้จักกับสารเคมีชนิดนี้ให้มากขึ้น เพื่อเตรียมตัว ป้องกัน และปฐมพยาบาลตนเองจากแก๊สน้ำตา

เชื่อว่าในช่วงนี้สิ่งที่หลายคนกำลังพูดถึงกันอยู่คงหนีไม่พ้นประเด็นของแก๊สน้ำตา (Tear Gas) ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับแก๊สชนิดนี้ พร้อมวิธีการป้องกันและปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับแก๊สน้ำตา


ที่มาของภาพ https://www.self.com/story/what-to-do-if-tear-gassed

แก๊สน้ำตา (Tear gas, Lacrimation gas) แท้จริงแล้วคือชื่อเรียกรวม ๆ สำหรับสารเคมีที่ใช้ในการปราบจลาจล แก๊สน้ำตาถูกใช้ครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยใช้สารที่มีชื่อว่า CN gas แต่ในภายหลังมีการคิดค้นสารอีกชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงกว่า CN gas แต่เป็นพิษน้อยกว่า มีชื่อว่า CS gas ถูกใช้ครั้งแรกในสงครามเวียดนามโดยกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งในเวลาต่อมา CS gas ที่เป็นพิษน้อยกว่านี้ จึงได้รับความนิยมเพื่อใช้ปราบเหตุจลาจลภายในประเทศ

แก๊สน้ำตาจัดเป็นยุทธภัณฑ์ชนิด 1 ภายใต้การควบคุมตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มีลักษณะเป็นผง แต่เหตุที่หลายคนเรียกว่าแก๊ส เป็นเพราะเมื่อมันอยู่ภายใต้แรงดันที่เหมาะสม จะสามารถฟุ้งกระจายในอากาศได้เหมือนแก๊ส นอกจากนี้อาจถูกนำไปผสมให้กลายเป็นของเหลวได้อีกด้วย


ที่มาของภาพ https://www.pri.org/stories/2019-07-31/tear-gas-has-been-banned-warfare-why-do-police-still-use-it

กลไกการออกฤทธิ์ต่อร่างกายของแก๊สน้ำตายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สารเคมีชนิดนี้มุ่งเน้นให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุชั้นนอก ไม่ว่าจะเป็นดวงตาหรือผิวหนัง ผู้ที่ได้รับแก๊สน้ำตาเข้าไปจะมีอาการในแต่ละระบบอวัยวะ ดังนี้

ดวงตา – เป็นอวัยวะเป้าหมายของแก๊สชนิดนี้ เมื่อแก๊สกระทบดวงตาจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าอวัยวะอื่น อาการเหล่านั้น ได้แก่ แสบตา, นํ้าตาไหล, เยื่อบุตาบวมแดง, หนังตาบวม หรือมองไม่เห็นชั่วคราว จึงเป็นที่มาของชื่อ “แก๊สน้ำตา”

ระบบทางเดินหายใจ - ร่างกายอาจได้รับแก๊สน้ำตาจากการสูดดม จึงก่อให้เกิดอาการไอ, มีเสมหะ, น้ำมูกไหล, จาม, แน่นหน้าอก หรือหายใจหอบลําบาก

ผิวหนัง – ระบบอวัยวะที่จะได้รับออันตรายอย่างรวดเร็วถัดจากดวงตา เนื่องจากเป็นส่วนนอกสุดของร่างกายและกระทบกับสารเคมีได้โดยตรง ผู้ที่ได้รับแก๊สน้ำตาอาจมีอาการผิวหนังแดง, แสบร้อน หรือคัน แต่ในกรณีที่มีอาการแพ้หรือร่างกายได้รับสารเคมีมาก อาจเกิดผิวหนังพุพองได้

ระบบทางเดินอาหาร – พบในบางราย ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและปริมาณที่ได้รับ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วยได้


ผิวหนังพุพองจากการได้รับแก๊สน้ำตาล ชนิด CS gas
ที่มาของภาพ Democrati.net


การป้องกันตนเองจากแก๊สน้ำตา

เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการปราบจลาจลด้วยแก๊สน้ำตา วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ เลี่ยงออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว หากเลี่ยงไม่ได้ ควรปกปิดร่างกายให้มิดชิดโดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ ด้วยการแต่งกายเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว (เพื่อปกปิดผิวหนังให้มากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ แต่ต้องสวมใส่สบายไม่รัดแน่นจนเกินไป) รวมถึงการสวมหมวก, สวมหน้ากากอนามัย และใส่แว่นตาป้องกัน หากเป็นแว่นตาแบบครอบติด เช่น Safety goggles หรือแว่นตาสำหรับว่ายน้ำได้ยิ่งดี

นอกจากนี้ เนื่องจากแก๊สน้ำตาเป็นสารเคมีที่ละลายในไขมันได้ดี ก่อนการเข้าชุมนุมหรือเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรทาโลชัน, ครีม หรือวาสลีน ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะอาจทำให้แก๊สน้ำตาออกฤทธิ์ได้เร็วและรุนแรงขึ้นด้วย


ที่มาของภาพ https://www.inkstonenews.com/politics/first-aid-volunteers-help-hong-kong-protesters-injured-police-tear-gas/article/3020486


การปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับแก๊สน้ำตา

หากผู้ชุมนุมได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตา กรณีที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม รวมไปถึงผู้ที่สัญจรไปมาในละแวกใกล้เคียง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

- ออกจากพื้นที่บริเวณนั้นให้เร็วที่สุด เพื่อลดปริมาณสารที่สัมผัสกับร่างกาย อาจวิ่งไปยังทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของแก๊ส หรือหาพื้นที่ในจุดเหนือลม อากาศถ่ายเทสะดวก ซึ่งลมที่พัดผ่านร่างกายจะช่วยลดการปนเปื้อนของสารเคมีบนเสื้อผ้าได้

- มีสติ กลั้นหายใจหรือปิดจมูกให้แน่นหนา สูดลมหายใจช้า ๆ ขณะที่กำลังออกจากพื้นที่ที่มีแก๊สน้ำตา ความตื่นเต้นจะทำให้เราหายใจเร็วขึ้น นั่นหมายถึงสารเคมีจะเข้าไปในทางเดินหายใจของเราได้มากขึ้น

- เมื่อมีอาการแสบตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือแบบไหลผ่าน (เช่น การเปิดก๊อกน้ำให้ไหลผ่านดวงตาอย่างต่อเนื่อง) อย่างน้อย 15 นาที เพื่อลดการปนเปื้อนและชะล้างสารเคมีออกไป

- หากสวมคอนแทคเลนส์ให้รีบถอดออกทันที เพราะจะยิ่งเพิ่มความระคายเคืองต่อดวงตา ห้ามน้ำกลับมาใช้ซ้ำ

- หากมีอาการไอ มีน้ำลายหรือน้ำมูกมาก ให้สั่งน้ำมูกและบ้วนน้ำลายทิ้ง เพราะอาจมีสารเคมีปนเปื้อนในสารคัดหลั่งเหล่านี้ได้

- ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก เก็บใส่ในถุงมิดชิด นำผ้าไปชะล้างด้วยน้ำเย็น ห้ามใช้น้ำร้อนเพราะสารเคมีอาจระเหยและเป็นอันตรายได้

- ชําระล้างร่างกายด้วยนํ้าเย็นและสบู่ (แก๊สน้ำตาจะมีฤทธิ์อ่อนลงเมื่อเจอสารเคมีที่เป็นด่าง) เน้นบริเวณข้อพับเพราะเป็นจุดที่มีความชื้นและไขมันมาก สารเคมีจะยิ่งละลายในตำแหน่งได้มากกว่าบริเวณอื่น


ที่มาของภาพ https://www.scmp.com/lifestyle/health-wellness/article/3038714/first-aid-tips-passers-exposed-tear-gas-petrol-bombs-or

เนื่องจากแก๊สน้ำตาถูกนำมาใช้ได้ไม่นานนัก ประชาชนบางคนอาจจะไม่ทราบถึงคุณสมบัติและวิธีป้องกันสารเคมีชนิดนี้ หวังว่าในบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์และความรู้ในการป้องกันตนเองมากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com
facebook : TNNThailand
facebook live : TNN Live
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNThailand
Instagram : @tnn_online
TIKTOK : @tnnonline