6
shared

ทำความรู้จัก "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ"ขุนคลังป้ายแดง!

6 ตุลาคม 2563 11:33 1234
ทำความรู้จัก "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ"ขุนคลังป้ายแดง!

เปิดประวัติ "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ พร้อมส่องผลงานช่วงที่ผ่านมาก่อนคืนสู่ครม.ประยุทธ์

        ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ว่างเว้นมาสักระยะ ด้วยเหตุที่ก่อนหน้านี้  นายปรีดี ดาวฉาย ถูกเลือกให้มาดำรงค์ตำแหน่งนี้ และลาออกไปภายในระยะเวลาเพียง 21 วัน หรือยังไม่ถึงเดือนเลยก้ว่าได้  สร้างกระแสฮือฮาเป็นอย่างมากและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ พร้อมกับข้อสงสัยว่าเหตุผลที่นายปรีดีลาออก นั้น เกิดจากปัญหาสุขภาพจริงหรือ?

        อย่างไรก็ตาม ได้ส่งผลทำให้การสรรหารัฐมนตรีฯคลังคนใหม่กินเวลาออกไปนับเดือน แถมยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง และลุ้นอยู่ว่าจะได้ใครเข้ามาคุมบังเหียนคลังของประเทศ  จนล่าสุด เมื่อวานนี้ (5 ต.ค.63) ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ว่า  "นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ" ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น "รัฐมนตรีคลัง" คนใหม่แทนที่ "นายปรีดี ดาวฉาย" ที่ลาออกไป 


ประวัติการศึกษา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ

       โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เดิมชื่อ อาคม แซ่จึง เกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2499 ที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรของนายงี้ยง แซ่จึง กับนางกิมเอง แซ่จึง

  • สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนรวมสินวิทยา
  • จบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
  • จบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร
  • จบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2520
  • จบระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากวิทยาลัยวิลเลียมส์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐ เมื่อปี 2526

ประวัติการทำงาน

  • เข้ารับราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจ ในระหว่างปี 2539 ถึงปี 2542
  •  เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและแผน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 9 ชช.) ในปี 2542-2543
  • ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ สศช. (2543-2546)
  • เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (2546-2547)
  • ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2547
  • ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2553
  • ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี 2557  และต่อมาในเดือน ส.ค. ของปีเดียวกัน เขาได้ลาออกจาก สนช
  • เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นการดำรงตำแหน่งควบคู่ทั้งตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ และตำแหน่งทางการเมืองในปี 2557
  • ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แทนพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ในเดือน ส.ค. 2558 
  • ต่อมาได้ยื่นลาออกจากข้าราชการในตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการประจำที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีเกษียณอายุราชการหรือลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 


ตำแหน่งปัจจุบัน

        ล่าสุด (5 ต.ค. 63) นายอาคม ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่อย่างเป็นทางการในรัฐบาล "ประยุทธ์ 2/3" แทน "นายปรีดี ดาวฉาย" ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ

        แน่นอนว่าเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ เพราะตำแหน่ง "ขุนคลัง" ในวันนี้ มาพร้อมกับภาระอันหนักหน่วง ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ถูกถาโถมจากพายุเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากโควิด-19  ที่ทำร้ายให้เศรษฐกิจให้บอบช้ำเหลือเกิน ถือเป็นโจทย์ยากสำหรับนายอาคม 

        อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีต ครม.ประยุทธ์1 ที่ได้ทำผลงานไว้หลายโครงการ โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงค์ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีผลงานออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม อาทิ การแก้ไขปัญหาด้านการบินพลเรือน ปลดธงแดง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(International Civil Aviation Organization: ICAO) โดยได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายด้านการบิน ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2597 ในประเด็นที่เป็นข้อบกพร่องและล้าสมัย  รวมถึงการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เช่น สายสีแดงช่วงหัวลำโพง-มหาชัย ,สายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงคูคต-ลำลูกกา  ,ส่วนต่อสายสีน้ำเงินช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4  


        ตลอดจนการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลตามแผนแม่บทการขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (M-MAP) ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2553  โดยริเริ่มดำเนินการ 10 เส้นทางหลักตามแผนในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้ตั้งเป้าหมายให้เปิดครบทั้ง 10 เส้นทางในปี 2568  รวมไปถึงโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่  8 เส้นทาง  การจัดทำระบบตั๋วร่วม และแผนฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทำให้หลายๆโครงการมีการต่อยอดและดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 

         ดังนั้นก็เชื่อว่าหลายฝ่ายจะเอาใจช่วยให้ "ขุนคลังคนใหม่"นำเอาความรู้ความสามารถในด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่มาบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำพาเศรษฐกิจประเทศให้ไปรอด



เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE