2
shared

ปิดหีบงบ’63 รายได้หลุดเป้า เสี่ยง ‘วิกฤตการคลัง’ ?

30 กันยายน 2563 10:31 66
ปิดหีบงบ’63 รายได้หลุดเป้า เสี่ยง ‘วิกฤตการคลัง’ ?

ปิดหีบรายได้รัฐปีงบประมาณ 2563 คาดต่ำกว่าเป้าหมาย 3 แสนล้านบาท ต้องกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะที่คลังพับแผนงบสมดุลปี 2573 รอประเมินใหม่หลัง COVID-19 จบ จับตาไทยเสี่ยง “วิกฤตการคลัง” หรือไม่

หมดปีงบประมาณ 2563 การจัดเก็บรายได้รัฐบาล มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายจากที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ ไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท ...การจัดเก็บรายได้ลดลง ส่งผลให้ในปีนี้รัฐบาล ต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลเพิ่มอีกกว่า 2.14 แสนล้านบาท 

นอกจากนี้ผลกระทบจากโควิด-19  ต้องกู้เงินเพื่อนำมาใช้ดูแล เยียวยา ฟื้นฟู ประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากงบปกติ กว่า 1 ล้านล้านบาท 

เมื่อหนี้มากขึ้น แต่รายได้ลดลง ทำให้เกิดขึ้นกังวลว่าไทยจะเสี่ยง “วิกฤตทางการคลัง” หรือไม่  เพราะล่าสุดจาก “วิกฤตโควิด-19” ทำให้ต้องพับแผน เป้าหมายงบสมดุล ที่หมายถึงประเทศมีรายรับเท่ากับรายจ่าย จากก่อนหน้านี้รัฐบาลวางเป้าหมาย“งบบสมดุล” ในปี 2573 หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า 

ล่าสุด ทั้งรัฐและเอกชน มองตรงกันว่าภาวะเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวต้องใช้เวลา 2-5 ปี ดังนั้นย่อมมีความเสี่ยงต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาลอาจจะลดลงกว่าแผนที่วางไว้


 จัดเก็บรายได้รัฐบาล ปีงบ 2563

สำหรับปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2562 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 รัฐบาลตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้ที่ 2.731 ล้านล้านบาท  เป็นการประเมินตั้งแต่ปลายปี 2561 หรือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี โดยในการจัดทำงบประมาณ 2563 คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2563 ขยายตัว 3-4%   แต่ผลกระทบจากโควิด-19 คาดว่าทำให้เศรษฐกิจหดตัวกว่า –7% ถึง- 10% กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักจากโควิด-19 มาหลายเดือน ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลต่ำกว่าเป้าหมายมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา 

ล่าสุดประเมินว่า "ปิดหีบ"ในปีงบประมาณ 2563 จะต่ำกว่าเป้าหมายในเอกสารงบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท  

โดยตัวเลขการจัดเก็บรายได้ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2563 ประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  2.159 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายในเอกสารงบประมาณ 2.93 แสนล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 12%

หากดูเฉพาะแค่กรมจัดเก็บภาษี 3 แห่ง คือ สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร มีสัดส่วนรายได้กว่า 90%ของรายได้รัฐ พบว่าการจัดเก็บช่วง 11 เดือน ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.37 แสนล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 13.3% 

ตัวเลขอย่างเป็นทางการของทั้งปีงบประมาณ 2563  จะประกาศออกมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่ประเมินแล้วว่าน่าจะลดลงไม่น้อยกว่าตัวเลข 11 เดือน 


กราฟฟิก 2เปรียบเทียบประมาณการรายได้กับรายได้ที่จัดเก็บจริง

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการจัดเก็บรายได้ย้อนหลัง ช่วง 10 ปี พบว่า การจัดเก็บรายได้ของไทย บางปีสูงกว่าเป้าหมาย แต่บางปีก็ต่ำกว่าเป้าหมายบ้าง แต่ไม่ต่ำมากเท่าปี 2563 ที่คาดว่าจะขาดดุลกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์     

ทำให้เมื่อช่วงเดือนส.ค.ที่ประชุมครม.จึงมีมติให้กระทรวงการคลัง กู้เงินมาชดเชยขาด เพื่อให้รัฐบาลมีระดับเงินคงคลังเพียงพอกับการเบิกจ่ายของหน่วยงาน


กราฟฟิก 3 โครงสร้างงบประมาณ 2563

ในงบประมาณปี 2563 วงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ 3.2 ล้านล้านบาท กำหนดเป้าหมายรายรับที่ 2.731 ล้านล้านบาท กู้ชดเชยขาดดุลรอบแรก 4.69 แสนล้านบาท แต่เมื่อรายได้ลดลงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้ต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลเพิ่มอีกรอบที่สองเป็นเงิน 2.14 แสนล้านบาท  รวมกู้เงินชดเชยขาดดุล 6.83 แสนล้านบาท 


นอกจากนี้ การกู้เงินชดเชยขาดดุลครั้งล่าสุด กระทวงการคลังยืนยันว่า เป็นไปตามกฎหมายมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องรักษาระดับเงินคงคลังไว้ในระดับที่จำเป็นเพื่อให้สภาพคล่องเพียงพอสำหรับการเบิกจ่าย จึงจำเป็น ต้องดำเนินการกู้เงินเพื่อรองรับกรณีที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ (Revennue Shotfall) 

และเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 7 มาตรา 21(1) และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ กำหนดกรอบการเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และ 80% ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น  

ถ้าดูตามกรอบดังกล่าว ถือว่ารัฐบาลกู้เงินกู้ชดเชยขาดดุลเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วที่  6.83 แสนล้านบาท  


กราฟฟิก 4 ฐานะเงินคงคลังย้อนหลัง 5 ปีงบประมาณ

ทั้งนี้ การกู้เงินขาดดุลเพิ่มเติม 2.14 แสนล้านบาท เพื่อรักษาระดับเงินคงคลังไม่ให้ต่ำจนไม่มีเงินไปเบิกจ่าย ถือเป็นความจำเป็น  เนื่องจากปกติเงินคงคลังในช่วงสิ้นปีงบประมาณ หากเป็นระดับสบายใจได้ ควรมีในระดับไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท เพราะต้องสำรองไว้ให้หน่วยราชการเบิกจ่าย  

เงินคงคลัง เปรียบเสมือนเงินใน "กระเป๋า" ของรัฐบาล ถ้าเหลือน้อย อาจจะมีปัญหา ไม่เพียงพอกับการเบิกจ่าย และจะทำให้เกิดข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพในการการบริหารเงินของรัฐบาล

จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง (กราฟฟิก) พบว่า เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน ย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เป็นต้นมาจะไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท 

ทั้งนี้ เงินคงคลัง "ต่ำสุด" เคยเกิดขึ้นช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปีงบประมาณ 2550 ซึ่งเงินคงคลังเหลือเพียง 1.42 แสนล้านบาท

และก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาเงินคงคลังลดลงต่ำมากในช่วงเดือนธันวาคม 2559 หลังเหตุการณ์ทางการเมือง เงินคงคลังในช่วงนั้นเหลือหลือเพียง 74,907 ล้านบาท ทำให้จำนวนเงินคงคลัง กลายเป็นกระแสวิพากวิจารณ์ เพราะมีความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดวิกฤตทางด้านการคลัง  หลังจากนั้น กระทรวงการคลัง พยายามบริหารเงินคงคลังไม่ได้ต่ำจนเกินไป 


สำหรับในปีนี้หากไม่กู้เพิ่มอีก 2.14 แสนล้านบาท มีแนวโน้มจะได้เห็นเงินคงคลังต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท แต่การกู้เพิ่มก็มาพร้อมกับภาระหนี้ที่สูงขึ้นด้วย

ส่วนในปี 2564  สำนักบริหารหนี้ หรือ สบน. คาดว่าหนี้สาธารณะจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 57% ต่อจีดีพี ซึ่งรัฐบาลมองว่ายังไม่เกิน 60% ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

แต่ล่าสุด กระทรวงการคลังแย้มว่า มีแนวโน้มจะพิจารณาขยายกรอบวินัยการเงินการคลังให้สูงขึ้นหรือไม่  โดยจะมีการตัดสินใจในช่วงปี 2564  หากไทยจำเป็นต้องกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น  อาจจะต้องขยายกรอบวินัยการเงินการคลังสูงกว่าที่กำหนดไว้ 60%  



กราฟฟิก 6 เป้าหมายงบสมดุล

จากภาวะเศรษฐกิจและสถานะการคลังที่กล่าวมา (รายได้ลดลง รายจ่ายเพิ่ม) ทำให้กระทบกับเป้าหมายการจัดทำ "งบประมาณแบบสมดุล" ในปี 2573  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทั้งนี้ในปี 2562 รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายจัดทำงบสมดุลในปี 2573  ภายใต้สมมติฐานภาวะเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ 3-4%  โดยตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลลง และมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในระยะยาว  แต่สถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยติดลบ และอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี กิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงจะกลับสู่ระดับปกติ  ดังนั้น จึงคาดการณ์กันว่ารัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณขาดดุล เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจจากนี้ไปไม่ต่ำกว่าปีละ 4-6 แสนล้านบาท

ชมคลิปเต็มได้ที่ รายการ "เศรษฐกิจ Insight" วันอังคาร 29 กันยายน 2563

https://www.youtube.com/watch?v=Wq67cteKKC4

นายลวณ แสงสนิท  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุถึงเรื่องเป้าหมายงบสมดุลปี 2573 จะเกิดในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า  คงต้องชะลอไปก่อน  โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้งหลังโควิด-19 จบลงแล้ว ว่าจะเดินไปสู่งบสมดุลใหม่ในอีกเมื่อไหร่ 

ต้องพิจารณาว่าโควิด-19 สร้างผลกระทบต่อไทยมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายใช้เงินเท่าไหร่ในการเข้าไปดูแล เมื่อรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องจัดทำงบขาดดุล เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจ ดังนั้นเป้าหมายงบสมดุลคงยังไม่จำเป็นต้องเดินไปตามแผน



กราฟฟิก7 วงเงินกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ10ปี

ทั้งนี้ หากมาดูการจัดทำงบประมาณของไทยย้อนหลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสูงขึ้นทุกปีตามรายจ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อรายรับขยายตัวไม่สอดคล้องกับรายจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินสูงมาชดเชยขาดดุลสูงขึ้นทุกปี  

โดยในปีงบ 2563 ตั้งเป้าหมายงบประมาณรายได้ไว้ 2.731 ล้านล้านบาท แต่คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาระดับเงินคงไม่ให้อยู่ในภาวะ “ถังแตก” 


ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นห่วงการจัดเก็บรายได้ปี 2564 ที่รัฐบาลกำหนดไว้ในงบประมาณว่าจะจัดเก็บ 2.677 ล้านล้านบาท โดยมีแผนกู้ชดเชยการขาดดุล 6.23 แสนล้านบาท อาจเป็นไปได้ยาก เพราะในปีงบ 2563 รายได้มากสุดจะเก็บได้อยู่ที่ 2.370 ล้านล้านบาท

หากจะทำให้รายได้ในปีงบ 2564 เป็นไปที่ตั้งเป้าหมาย รายได้ต้องเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ซึ่งในปี 2564 มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีคงไม่สามารถทำให้รายได้ขยายตัวถึง 10% จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มเติมอีก 

ที่สำคัญรัฐบาลและเอกชน มองตรงกันว่าภาวะเศรษฐกิจใช้เวลา 2-5 ปี จึงจะฟื้นตัว ดังนั้นเป้าหมายงบสมดุลที่อยากเห็นในอีก 10 ปีข้างหน้า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย  ถ้าแนวโน้มยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตจะไม่สามารถกู้เงินมาใช้ได้อีก  ซึ่งประเมินว่า การจัดเก็บรายได้รัฐมีปัญหาตั้งแต่ในปีงบ 2563 ต่อเนื่องไปถึง 2564  

เมื่อรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย รัฐบาลจะต้องกู้ชดเชยการขาดดุลเพิ่มขึ้น นายสมหมายมองว่า ในอนาคตไทยคงหนีไม่พ้น “วิกฤตการคลัง” เป็นแน่

ดังนั้นการที่ฐานะการคลังเข้าใกล้ขั้นวิกฤต อาจเป็นระเบิดเวลาของเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา ที่สำคัญคือ การใช้เงินกู้จะต้องทำให้เกิดประโยชน์พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาโดยเร็ว ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี อุดช่องโหว่ และขยายฐานการจัดเก็บ รวมถึงผลักดันเรื่องภาษีใหม่ๆ โดยเฉพาะกับภาษีเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ออนไลน์ เพื่อสร้างความมั่นคงรายได้รัฐบาลในระยะยาว ฐานะการคลังจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงเกิดวิกฤต

ชมคลิปเต็มได้ที่ รายการ "เศรษฐกิจ Insight" วันอังคาร 29 กันยายน 2563

https://www.youtube.com/watch?v=Wq67cteKKC4

เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE