11
shared

หนี้ท่วมใช่ไหม?ปรับโครงสร้างหนี้เถอะ ช่วยให้จ่ายต่อเดือนสบายขึ้น!

18 กันยายน 2563 11:51 1146
หนี้ท่วมใช่ไหม?ปรับโครงสร้างหนี้เถอะ ช่วยให้จ่ายต่อเดือนสบายขึ้น!

แชร์วิธีปรับโครงสร้างหรือ และการรวมหนี้หรือ"debt consolidation "ของสถาบันการเงิน มีประโยชน์อย่างไรเหมาะกับลูกหนี้ประเภทไหน?

         ภาระหนี้สินเป็นเรื่องที่ทำให้เครียดอยู่ไม่น้อย ไหนจะหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ยิ่งวิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายๆครอบครัวได้รับผลกระทบ บางรายอาจถึงขั้นต้องตกงาน ขณะเดียวกันมาตรการพักชำระหนี้ช่วงโควิด-19 ของหลายๆแบงก์ก็ทยอยสิ้นสุดมาตรการกันไปแล้ว  ซึ่งหากกรณีที่เราได้รับผลกระทบหนักจริง ๆ ไม่สามารถจ่ายค่างวดได้เท่าเดิม และใกล้จะเป็นหนี้ NPL เข้าไปทุกที  การปรับโครงสร้างหนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้ 

       เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ทางออกคือต้องรีบแก้!!  โดยให้รีบไปเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเจ้าของหนี้ของเรา เพื่อไม่ให้เสียประวัติข้อมูลเครดิต ซึ่งธนาคารอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่ต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละแบงก์ก็มีหลายทางเลือก เช่น

  • การช่วยยืดเวลาผ่อนชำระหนี้ออกไป เพื่อให้เราชำระค่างวดลดลง
  • รีไฟแนนซ์ปิดสินเชื่อจากที่เดิม เพื่อใช้สินเชื่อใหม่ที่มีเงื่อนไขดีกว่าหรือ ผ่อนต่อเดือนลดลง
  • เปลี่ยนประเภทหนี้จากสินเชื่อดอกเบี้ยสูง เป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า
  • เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่อง และสำรองไว้ยามฉุกเฉิน
  • ลดอัตราดอกเบี้ยที่เคยตกลง หรือกำหนดไว้ในสัญญา เพื่อลดภาระดอกเบี้ย
  • ให้เราปิดหรือชำระหนี้เร็วขึ้น
  • ยก หรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เพื่อให้ค่างวดที่ผ่อนเข้ามาสามารถตัดเงินต้นได้มากขึ้น

      

 cr:Pixabay

         อย่างไรก็ตามการขอปรับโครงสร้างหนี้นี้ เหมาะกับลูกหนี้ที่มีสินเชื่อประเภทต่าง ๆ กับสถาบันทางการเงินอยู่แล้ว  เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด แต่ไม่สามารถผ่อนชำระในอัตราเท่าเดิม  แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการอื่น ๆ แล้วก็ตาม  อีกทั้งเงื่อนไขหรือระยะเวลายังขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่งอีกด้วย 

       โดยทางเลือกที่ยกตัวอย่างในข้างต้น มีหนึ่งทางเลือกที่ทางแบงก์ชาติและสถาบันการเงินเพิ่งจะออกมาเมื่อไม่นานนี้ นั่นก็คือการทำ "debt consolidation " หรือ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยด้วยการรวมหนี้ของสถาบันการเงิน  


cr:ธนาคารแห่งประเทศไทย

       มาตรการนี้สามารถนำสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่เราเป็นหนี้อยู่กับแบงก์นั้นๆ  เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ มาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้เป็นหลักประกัน  ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น  ให้เหลือไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR)  และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

       ที่สำคัญคือ การทำ"debt consolidation "นี้จะช่วยลดภาระการชำระหนี้โดยที่ลูกหนี้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม  เช่น ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการอื่นใดโดยไม่จำเป็น  และยังสามารถใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีลักษณะหมุนเวียนที่ยังเหลือได้ รวมทั้งไม่ต้องจ่ายเบี้ยปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนด (prepayment fee) ซึ่งมาตการนี้ ลูกหนี้สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการกับธนาคารเจ้าของหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564


cr:ธนาคารแห่งประเทศไทย        



เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE