5
shared

พร้อมชน! "วิระชัย" ฟ้อง "บิ๊กแป๊ะ" ถูกสำรองราชการ เสียสิทธิ์ขึ้น ผบ.ตร.

25 สิงหาคม 2563 07:40 1509
พร้อมชน! "วิระชัย" ฟ้อง "บิ๊กแป๊ะ" ถูกสำรองราชการ เสียสิทธิ์ขึ้น ผบ.ตร.

"วิระชัย" ส่งทนายฟ้อง "จักรทิพย์" ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กลั่นแกล้งให้ถูกสำรองราชการ เสียสิทธิ์รับตำแหน่ง ผบ.ตร. นัดฟังคำสั่ง 8 ก.ย.63

วันนี้ (25 ส.ค.63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พลตํารวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งถูกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งสำรองราชการ ได้มอบหมายให้ นายสัญชัย ทรัพย์เจริญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอกจักรทิพย์  ชัยจินดา  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เป็นจำเลยในข้อหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้ประโยชน์

โดยคำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับ

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 มกราคมได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถของพลตำรวจโทสุรเชษฐ์  หักพาลและในขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทยและ  โจทก์ขณะนั้นรักษาราชการแทนจำเลยในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักรและมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการปฏิบัติราชการทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนจำเลยตามกฎหมาย  เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นจนเห็นว่าเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนจึงเข้าไปควบคุมกำกับดูแลและเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้มีการจัด คนร้ายได้โดยเร็ว

ต่อมาขณะที่จำเลยอยู่ในต่างประเทศได้โทรศัพท์ติดต่อมายังโจทย์เวลาประมาณ 21.30 น. ซึ่งเวลาดังกล่าวโจทก์เข้านอนแล้ว ไม่สะดวกที่จะจดบันทึกรายละเอียดในการสนทนาเพราะเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วนจึงต้องใช้การบันทึกเสียงแทนการจดบันทึกเพราะเห็นว่ากรณีมีคำแนะนำที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะนำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป

จากบทสนทนาดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยได้พูดระบายความรู้สึกในใจของจำเลย ที่มีต่อพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล พร้อมทั้งการกระทำของโจทก์ที่เข้าไปควบคุมคดีนี้  การสนทนาดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสั่งการทางราชการเพราะขณะนั้นจำเลยอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และบทสนทนาดังกล่าวไม่ใช่ความลับจึงไม่ได้เป็นความลับทางราชการ

ต่อมามีผู้ไม่หวังดีนำคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนทำให้จำเลยไม่พอใจโจทย์อย่างมากประกอบกับเป็นช่วงระยะเวลาที่จะมีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทนจำเลยที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้งเพราะโจทก์มีอาวุโสอันดับ 1 และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่จำเลยไม่ต้องการให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้งจึงได้ดำเนินการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยหลายประการเพื่อให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีโทรศัพท์สั่งการคดียิงรถพลตำรวจโทสุรเชษฐ์  คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทำตามคำสั่งมีข้อสรุปว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายเพราะทำให้โจทก์ต้องถูกบังคับจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเสียสิทธิ์ในการได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ทั้งที่เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโส อันดับ 1  เนื่องจากขาดคุณสมบัติเพราะถูกสำรองราชการและเกิดความเสียหายเนื่องจากการสำรองราชการไม่มีเงินประจำตำแหน่งเหมือนตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเป็นตำแหน่งที่  รวมทั้งไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรีเท่ากับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและถือเป็นตำแหน่งที่มีไว้สำหรับตำรวจผู้กระทำผิดอาญาอย่างร้ายแรง

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 91

ทั้งนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในชั้นตรวจคำฟ้อง วันที่ 8 ก.ย. เวลา 9.30 น โดยที่ตัวจำเลยยังไม่ต้องเดินทางมาฟังคำสั่ง แต่ฝ่ายโจทก์ต้องมาฟังคำสั่งว่า คำฟ้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่

เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE