1
shared

จาก 1 เดียวสู่ไร้ที่นั่ง ส.ส.เมืองกรุง ย้อนเส้นทาง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

10 เมษายน 2562 02:30 6
หลังจากเป็น 1 เดียวที่ได้เป็น ส.ส.เมืองกรุง สู่วันที่ไร้ ส.ส.จากประชาธิปัตย์แม้แต่ที่นั่งเดียวใน กทม. "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จึงต้องรักษาสัจจะ ประกาศลาออกหลังพาพรรคไปไม่ถึงฝั่งฝัน

หลังจากที่เมื่อคืนนี้ (24 มี.ค.62) ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของ กกต.ออกมากว่า 93% แล้วนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงสปริต ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค หลังจากที่ไม่สามารถนำลูกพรรคคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้ และผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ชี้ให้เห็นว่ามีโอกาสได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 คน ตามที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ จึงประกาศลาออกทันที หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 14 ปี และเคยได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 60 ปีด้วย

 

เส้นทางการเมืองของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นั้น หลังจากที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จากนั้น จึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับนายพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้กับนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น

 

ก่อนที่อภิสิทธิ์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ และสร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการชนะเลือกตั้ง เป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เพียงหนึ่งเดียวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กับการเป็นนักการเมือง "หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยสามารถต้านทานกระแส “มหาจำลองฟีเวอร์” ขณะนั้นได้ ด้วยวัยเพียงแค่ 27 ปี

 

 

ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 อภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมปราศรัยและคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอก สุจินดา คราประยูร ที่ สนามหลวง และลานพระบรมรูปทรงม้า ในฐานะนักวิชาการ และตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในครั้งนั้น ประกาศไม่เข้าร่วมรัฐบาลสุจินดา คราประยูร และช่วงนี้เองถือเป็นช่วงขาขึ้นในชีวิตการเมือง ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของอภิสิทธิ์ จนเกิดเป็นกระแส “อภิสิทธิ์ฟีเวอร์” สื่อมวลชนหลายสำนักเขียนแซวว่าเป็นขวัญใจสาวแก่แม่ม่าย

 

ปี 2548 อภิสิทธิ์ ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อจาก "บัญญัติ บรรทัดฐาน" หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2548 และอภิสิทธิ์ได้ลาออกจาตำแหน่งภายหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 แต่ก็ได้รับเลือกกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน

 

ทำให้อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นานมากกว่า 10 ปี ติดอันดับ 5 จาก อันดับ 7 ของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนานที่สุดด้วย

 

 

อภิสิทธิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ในวัย 44 ปี หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นผลให้ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" นายกรัฐมนตรีขณะนั้น พ้นจากตำแหน่ง ทำให้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 60 ปี

 

รัฐบาลภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เกิดปัญหาในหลายเรื่อง ภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2552-2553 อภิสิทธิ์ จึง ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และหลังจากผลการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง

 

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ครั้งนี้ อภิสิทธิ์ ได้รับเสียงโหวตจากคนในพรรคให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดยการปราศัยโค้งสุดท้ายที่ลานคนเมือง อภิสิทธิ์ ขึ้นประกาศว่า "หากการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ ส.ส. ไม่ถึง 100 ที่นั่ง ตามที่เคยประกาศไว้ พร้อมลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค"

 

 

จนกระทั่ง เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.62) ภายหลังจาก กกต.เปิดผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการนั้น ปรากฎว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไร้ ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์เลยแม้แต่ที่นั่งเดียว ทำให้อภิสิทธิ์ ออกมาแถลงข่าว เมื่อเวลา 21.45 น วันเดียวกัน ว่า ขอลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอโทษผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ที่ไม่สามารถผลักดันให้แนวคิดของพรรคประสบความสำเร็จได้ ขออภัยผู้สมัคร และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาสืบสานปณิธานของพรรค ที่ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าสภาได้ตามเป้าหมาย  จึงขอรับผิดชอบโดยการลาออกตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้

 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าองค์กร ขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่บัดนี้ ขอบพระคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนตลอดเวลา และขอเรียนว่าความตั้งใจในการทำงานให้ประชาชน และพรรคไม่มีเสื่อมคลาย เพราะผมต้องรักษาคำพูด และหนึ่งในเรื่องที่ต้องสร้างให้ได้คือสัจจะของนักการเมือง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด"

 

และนี่คือ คำพูดสุดท้ายของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดระยะเวลา 14 ปี