3
shared

ลิเวอร์พูลครึ่งทีม! 11 นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2019-2020 ตามตำแหน่ง

28 กรกฎาคม 2563 11:23 571
ลิเวอร์พูลครึ่งทีม! 11 นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2019-2020 ตามตำแหน่ง

ทีมยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2019-2020 โดย ปลั๊ก ภุมเรศ เอี่ยมเชย

ทีมยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2019-2020 ในระบบ 4-3-3 มีดังต่อไปนี้


ผู้รักษาประตู : นิค โป๊ป (เบิร์นลีย์)

"อดีตเด็กส่งนม" นิค โป๊ป นายด่านจอมหนึบของ เบิร์นลีย์ ได้รับโอกาสลงเฝ้าเสาเป็น “ตัวจริง” อีกครั้งในฤดูกาลนี้ หลังจาก ทอม ฮีตัน ย้ายไปร่วมทัพ แอสตัน วิลล่า โดยตลอด 38 นัดที่ผ่านมา เจ้าตัว ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับ เบิร์นลีย์ ทุกนัด และสามารถทำคลีนชีตได้ทั้งหมด 15 ครั้ง โดยเป็นรองเพียงแค่ เอแดร์ซอน นายด่านชาวแซมบ้าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้(16 ครั้ง) เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น 

เมื่อดูจากสถิติการเซฟตลอดฤดูกาลขอทั้งคู่ ต้องยอมรับว่าผลงานของ นิค โป๊ป โดดเด่นกว่าชัดเจน ซึ่งตลอดฤดูกาล เจ้าตัว เซฟไปทั้งหมด 120 ครั้ง ส่วนทาง เอแดร์ซอน เซฟไปทั้งหมด 68 ครั้ง นอกจากนี้ โป๊ป ยังมีส่วนสำคัญช่วย เบิร์นลีย์ บุกไปยันเสมอ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ และกลายเป็นทีมเดียวใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่ไม่พลาดท่าต่อ “หงส์แดง” ในการไปเยือน แอนฟิลด์ 


แบ็คขวา : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

แบ็คดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ เพิ่งจะมีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น แต่กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน คือส่วนผสมที่ลงตัวของ ลิเวอร์พูล และได้รับการยกย่องว่าเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยนำทัพ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จมากมายในช่วง 2 ฤดูกาลล่าสุด

จุดเด่นของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คล้ายๆกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน คือสามารถขึ้นสุดลงสุดได้ตลอดทั้งเกม โดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ รวมทั้ง เจ้าตัว ยังมีทีเด็ดจาก “ลูกตั้งเตะ” โดยฤดูกาลนี้ยิงไป 4 ประตู ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เคยทำได้ในชีวิตการค้าแข้ง(ต่อฤดูกาล) บวกกับอีก 13 แอสซิสต์ ซึ่งมากที่สุดของ ลิเวอร์พูล และสูงสุดเป็น อันดับที่ 2 ในลีก


เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

ปราการหลังค่าตัวแพงชาวดัตช์ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของ ลิเวอร์พูล อย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ฟาน ไดค์ ลงสนามเป็นตัวจริงใน พรีเมียร์ลีก ครบทุกนัด และช่วยให้ “หงส์แดง” เสียไปเพียงแค่ 55 ประตูเท่านั้น โดยซีซั่นล่าสุด ลิเวอร์พูล เสียไปทั้งหมด 33 ประตู 

ฟาน ไดค์ อาจมีจังหวะผิดพลาดบ้างในบางนัด แต่โดยรวมก็ยังถือว่าเล่นได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และช่วยป้องกันลูกอันตรายไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัว ยังสามารถยิงได้อีกถึง 5 ประตู และเป็นผู้เล่นที่มีสถิติผ่านบอลสูงที่สุดในลีก โดยทำไป 3259 ครั้ง ส่วนสถิติของเกมรับ ฟาน ไดค์ แย่งบอลได้ 40 ครั้ง, เคลียร์บอล 162 ครั้ง, โหม่งสกัด 83 ครั้ง, บล็อคจังหวะยิง 5 ครั้ง และ เคลียร์บอลจากเส้นประตู 1 ครั้ง


เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

กองหลังจากค่าย “ปีศาจแดง” ที่มีค่าตัวแพงกว่า ฟาน ไดค์ ถูกวิจารณ์ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับผลงานในสนาม เพราะว่าบางจังหวะ เจ้าตัว เล่นผิดพลาดจนมีส่วนทำให้ทีมเสียประตู ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าตัวที่แพงมากในการย้ายมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ยิ่งทำให้ เจ้าตัว ดูยังเล่นได้ไม่คุ่มค่าสักเท่าไหร่

ย่างไรก็ตาม แม็คไกวร์ ได้พิสูจน์แล้วว่า แมนฯ ยูฯ จะขาดกองหลังอย่าง เจ้าตัว ไม่ได้เลยในฤดูกาลล่าสุด เพราะว่าตัวเลือกอื่นๆล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งนั้น รวมทั้งผู้รักษาประตูอย่าง ดาบิด เด เคอา ก็ฟอร์มผีเข้าผีออก เหนียวบ้างรั่วบ้างเป็นวันๆ ซึ่งการที่ แมนฯ ยูฯ ทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดเป็น อันดับ 3 ในลีก ถือว่าส่วนหนึ่งเลยมาจากการคุมแนวรับของ แม็คไกวร์


แบ็คซ้าย : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

แบ็คจอมบุกชาวสก็อตแลนด์ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และสามารถสร้างผลงานยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญช่วย “หงส์แดง” คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ หลังจากรอคอยมาอย่างยาวนานถึง 30 ปีเต็ม

โรเบิร์ตสัน โดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ วิ่งขึ้นวิ่งลงได้อย่างเมามันส์ตลอดทั้งเกม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “แบ็คซ้าย” ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในเวลา โดยปีที่ผ่านมา เจ้าตัว ยิงได้ 2 ประตู และทำไปอีก 12 แอสซิตส์ มากที่สุดเป็น อันดับที่ 3 ของลีก และมากที่สุดเป็น อันดับที่ 2 ของลิเวอร์พูล โดยเป็นรองเพียงแค่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คนเดียวเท่านั้น


มิดฟิลด์ : เควิน เดอ บรอยน์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

นับเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะว่าทำได้เพียงแค่ “รองแชมป์” เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการพลาดท่าครั้งแรกในรอบ 3 ฤดูกาล ปัญหาหลักๆของ “เรือใบสีฟ้า” คือการขาดหายไปของ “แนวรับ” ที่ผลัดกันได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบรรดา “แนวรุก” ก็ทำผลงานกันไม่คงเส้นคงวา

เดอ บรอยน์ กลายเป็นคนที่เล่นโดดเด่นที่สุดของ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้ โดยทำไปคนเดียว 20 แอสซิสต์ มากที่สุดในลีก และยิงไปทั้งสิ้น 13 ประตู นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของ สตาร์ชาวเบลเยียม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ แมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2015-2016


มิดฟิลด์ : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล)

จากที่เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อหลายปีก่อน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลบคำสบประมาททั้งหมดด้วยผลงานในสนาม และกลายเป็นนักเตะคนสำคัญที่ ลิเวอร์พูล จะขาดไม่ได้เลยในเวลานี้ เพราะจากสถิติที่ผ่านมา “หงส์แดง” ทำแต้มหลุดมือบ่อยครั้งเมื่อไม่มีชื่อของ “เฮนโด้” อยู่ในสนาม

ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า เฮนเดอร์สัน จะกลายเป็น กัปตันทีมลิเวอร์พูลคนแรก ที่สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น “เฮนโด้” ยังได้รับเลือกจาก สมาคมผู้สื่อข่าวของอังกฤษ ให้เป็น “นักเตะยอดเยี่ยม” ประจำฤดูกาล 2019-2020 โดยปีนี้ เจ้าตัว ทำไปทั้งสิ้น 4 ประตู 5 แอสซิสต์


มิดฟิลด์ : รูเบน เนเวส (วูลฟ์แฮมป์ตันฯ)

มิดฟิลด์เชิงสูงชาวโปรตุเกส เป็นผู้เล่นที่ลงสนามรับใช้ วูล์ฟแฮมป์ตันฯ ครบทุกนัดในฤดูกาลนี้ และเป็นนักเตะคนสำคัญที่ช่วยพา วูล์ฟแฮมป์ตันฯ จบเป็น อันดับที่ 7 ของลีก รวมทั้งยังเคยพาทีม “ติดลมบน” ขยับขึ้นไปลุ้นโควต้า “แชมเปี้ยนส์ ลีก” มาแล้วด้วยเช่นกัน

ผลงานของ เนเวส โดดเด่นจนได้รับการจับตามองจาก “บิ๊กเนม” หลายทีมในยุโรป ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน จับบอลได้จ่ายบอลดี และการอ่านเกมที่ทะลุปรุโปร่ง ส่งผลให้ ดาวเตะวัย 23 ปีรายนี้ ถูกนำไปเปรียบกับ พอล สโคลส์ อดีตห้องเครื่องตัวเก่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยฤดูกาลล่าสุด เจ้าตัว ทำไปทั้งสิ้น 2 ประตู 2 แอสซิสต์     


กองหน้า : ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมที่มีแนวรุกดีๆหลายคน และสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้เกือบทุกตำแหน่ง แต่คนที่โดดเด่นที่สุดคือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ตัวรุกดีกรีทีมชาติอังกฤษ เพราะว่า ราฮีม เป็นผู้เล่นที่มีฟอร์มการเล่นค่อนข้างสม่ำเสมอ และจัดเป็นตัวอันตรายที่ “คู่แข่ง” ประมาทไม่ได้

ฤดูกาลนี้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง มีโอกาสยิงประตูทั้งหมด 99 ครั้ง ยิงตรงกรอบ 38 ครั้ง และเปลี่ยนเป็นประตูได้ 20 ลูก คว้าตำแหน่ง “ดาวซัลโว” ประจำทีมไปครอง รวมทั้งยังยิงได้มากที่สุดเป็น อันดับที่ 4 ในลีก และนับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เจ้าตัว นับตั้งแต่ลงเล่น พรีเมียร์ลีก มาทั้งหมด 9 ฤดูกาล


กองหน้า : ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)

สามประสานแนรุกของ ลิเวอร์พูล ถือว่าเป็นอาวุธเด็ดที่ใช้เล่นงาน “คู่แข่ง” มาโดยตลอดในช่วงหลังๆ คนที่โดดเด่นที่สุดในฤดูกาลนี้ คือ ซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกชาวเซเนกัล แม้ว่าจะยิงได้น้อยกว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์(1 ประตู) แต่ถือว่าใช้โอกาสไม่เปลือง เพราะว่าตลอดทั้งซีซั่น มาเน่ มีโอกาสยิงไปทั้งสิ้น 77 ครั้งเท่านั้น ส่วนทาง ซาลาห์ มีโอกาสยิงมากถึง 132 ครั้ง  

มาเน่ เป็นคนที่เล่นด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท รวมทั้งยังสามารถยิงประตูสำคัญช่วย “หงส์แดง” ได้หลายครั้งในฤดูกาลนี้ ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว เจ้าตัว อาจยิงประตูได้น้อยกว่าเดิม 4 ลูก แต่ว่ากลับทำแอสซิสต์ได้มากกว่าเดิมถึง 7 ครั้ง โดยสถิติในฤดูกาลล่าสุด มาเน่ ทำไปทั้งสิ้น 18 ประตู 7 แอสซิสต์


กองหน้า : เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้)

เจมี่ วาร์ดี้ ยังคงเป็นนักเตะคนสำคัญที่ เลสเตอร์ฯ ขาดไม่ได้ แม้ว่าจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 33 ปี แต่ก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและสม่ำเสมอ โดยตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา นับตั้งแต่ซีซั่นที่ เลสเตอร์ฯ เข้าป้ายคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก(2015/2016) วาร์ดี้ สามารถทำประตูเกิน 2 หลัก ได้ต่อเนื่องทุกฤดูกาล

วาร์ดี้ ยิงไปทั้งสิ้น 23 ประตู และคว้าตำแหน่ง “ดาวซัลโว” ประจำฤดูกาล 2019-2020 รวมทั้งยังยิงใน พรีเมียร์ลีก ทะลุหลัก 100 ประตูเป็นที่เรียบร้อย(103) แต่ว่าน่าเสียดายที่ เลสเตอร์ฯ พลาดโคว้ต้าลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบหวุดหวิด หลังจากพ่ายต่อ แมนฯ ยูฯ ในนัดตัดสิน


                ปลั๊ก ภุมเรศ