6
shared

ส่องมาร์เก็ตแคป บริษัทขนาดใหญ่ของโลก

21 กรกฎาคม 2563 10:22 86
ส่องมาร์เก็ตแคป บริษัทขนาดใหญ่ของโลก

รายงาน Global Top 100 companies by market capitalisation ของ PwC วิเคราะห์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของ100 อันดับบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดของโลก เป็นการเปรียบเทียบช่วงปกติ และช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19


ในรายงาน Global Top 100 companies by market capitalisation ของ PwC พบว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalisation) ทั้งหมดของบริษัทที่มี Market Cap. สูงสุด 100 อันดับแรก ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี 2562 เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซนต์ อยู่ที่ราว 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะลดลง 15 เปอร์เซนต์ เหลือราว 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2563)  


ในรายงานยังพบว่า ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันดิบร่วงจนติดลบ ไปเมื่อเดือนเมษายน  "ซาอุดิ อะแรมโค" (Saudi Aramco) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่ทางการซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าของ ก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งบริษัทที่มี Market Cap. ใหญ่ที่สุดเอาไว้ได้ ด้วยมูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส1 ของปีนี้  / โดยรองลงมา ในอันดับ 2 - 8 คือ บริษัทเทคโนโลยีและบริษัท  e-commerce ทั้งหมด

ทั้งนี้ "ไมโครซอฟ" และ "แอปเปิล" ที่แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่มาร์เก็ตแคปของทั้ง 2 บริษัทก็ยังมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์  ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563   ในส่วน "แอมะซอน" มาร์เก็ตแคปของบริษัท  แตะ9.71 แสนล้านดอลลาร์  และหลังจากนั้นก็ได้พุ่งสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากความต้องการชอปปิงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากมาตรการการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ นาย รอส ฮันเตอร์ หัวหน้าศูนย์ไอพีโอของ PwC กล่าวว่า ในช่วง9 เดือน สิ้นสุดธันวาคมปีที่ผ่านมามาร์เก็ตแคปของ 100 บริษัทขนาดใหญ่ของโลกเติบโตขึ้นอย่าน่าประทับใจที่ 20%  โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ ซาอุดิ อารามโก ที่กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกหลังการเข้าตลาด และแม้ว่ามูลค่าตลาดรวมในช่วง3 เดือนถัดมา จะปรับตัวลดลงถึง15% แต่บริษัทที่ติดอันดับท็อป100 ของโลกก็ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าดัชนีในกลุ่มอุตสาหกรรมของพวกเขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนให้ความสำคัญกับคุณภาพ ขอบเขต และแนวทางในการรับมือกับวิกฤตของบริษัทขนาดใหญ่ รวมไปถึงการลงทุนหลังสถานการณ์โควิด-19ได้ผ่านพ้นไปแล้ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกเป็นราย "อุตสาหกรรม" จะพบว่า ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2563 อุตสาหกรรมทุกภาคส่วนล้วนได้รับผล

กระทบจากไวรัสโควิด-19  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หรือ มี   Market Cap. ลดลงมากที่สุดถึง 24 เปอร์เซนต์  แต่หากไม่รวม บริษัทซาอุดิ อารามโก เข้าไป อุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สจะมี  Market Cap. ลดลงถึง 37 เปอร์เซนต์ รองลงมา คือ กลุ่มการเงินและธนาคาร



แต่หากเจาะดูเป็นราย "บริษัท" ที่มี  Market Cap. เพิ่มมากที่สุดจากเดือน ธ.ค. 2562 จนถึง เดือนมีนาคม 2563 คือ “เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าชื้อดังสัญาชาติอเมริกันของนาย “อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีชื่อดัง โดยระหว่างเดือน ธ.ค. 2562 จนถึง เดือนมีนาคม 2563 หุ้นของเทสลาพุ่งกว่า 28 เปอร์เซนต์ แตะ 9 หมื่น 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

(ขณะที่  Market Cap. ข้อมูลเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 63 ) สูงถึง 2 แสน 7 หมื่น 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ) 

ส่วนหุ้นของ Netflix แอปพลิเคชั่นดูภาพยนต์-ซีรีย์ชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ก็กลายเป็น บริษัทที่มี   Market Cap. สูงขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 เนื่องจาก มาตรการล็อคดาวน์ได้ทำให้ผู้ใช้หันมาบริโภคความบันเทิงในบ้านมากขึ้น

นอกจากนี้ วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 และ มาตรการล็อคดาวน์ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บริษัทอื่นๆ มี Market Cap. ไม่ว่าจะเป็นบริษัทด้านบริการสุขภาพอย่าง Gilead Sciences และบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon และ Tencent


ส่วน 10 อันดับบริษัทที่มีมูลค่า Market Cap. ร่วงแรงที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัททางการเงินและธนาคารอย่าง Citigroup / Wells Fargo / Bank of America และ JPMorgan Chase 

เช่นเดียวกับบริษัทน้ำมันและก๊าซอย่าง Exxon Mobil ที่ตกจากอันดับ Top 10 ไปเมื่อเดือนธันวาคม ไปสู่อันดับที่ 42 ในเดือนมีนาคมนี้ / และ Royal Dutch Shell / Chevron และ BP ของอังกฤษ

ส่วน Walt Disney Company ซึ่งเป็นบริษัทความบันเทิงก็ประสบกับภาวะ Market Cap. ร่วงกว่า -33% เนื่องมาจาก บริษัทต้องปิดสวนสนุกเกือบทั่วโลก และต้องเลื่อนการฉายภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ไปหลายเรื่องเช่นกัน



นอกจากนี้ PwC ยังระบุอีกว่า จากการสำรวจพบว่า ทุกภูมิภาคทั่วโลกเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของมาร์เก็ตแคปของบริษัทที่ถูกรวมอยู่ใน 100 อันดับบริษัทขนาดใหญ่ของโลกจนถึงเดือนธันวาคม 2562ก่อนที่มาร์เก็ตแคปของบริษัทเหล่านี้จะปรับตัวลดลงในทุก ๆ ประเทศ (ยกเว้น ซาอุดิอาระเบีย)  โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มาร์เก็ตแคปของบริษัทสัญชาติยุโรปที่ติดอันดับ100 บริษัทขนาดใหญ่ของโลก มีการปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 25% (9.56 แสนล้านล้านดอลลาร์) 

ส่วนบริษัทสัญชาติอังกฤษที่ติดอันดับท็อป100 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ มีมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 2% ในช่วงเดือนมีนาคม ถึง ธันวาคม 2562 ก่อนที่จะปรับตัวลดลงถึง28% ณ เดือนมีนาคม 2563

อย่างไรก็ดี บริษัทสัญชาติอเมริกัน ยังคง “ครองอันดับที่1”  ในแง่ของจำนวนบริษัทที่ติดอันดับและมูลค่ามาร์เก็ตแคป โดยแม้ว่า มาร์เก็ตแคปในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ถึง มีนาคม 2563 จะลดลงมาที่ 2,204 พันล้านดอลลาร์ (14%)  ก็ตาม  ในส่วนของบริษัทสัญชาติจีน ที่มีจำนวนบริษัทในรายชื่อ 100 บริษัทขนาดใหญ่ของโลกมากเป็นอันดับที่ 2 หรือ 14บริษัท ได้ลดจำนวนลงไป 1 แห่งในปีนี้ ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ช่องว่างอันดับระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสหรัฐอเมริกานั้นกว้างขึ้น 

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้  นายชาญชัยชัยประสิทธิ์  ประธานกรรมการบริหารบริษัทPwC ประเทศไทย ระบุว่า ก็ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ไม่แตกต่างจากทั่วโลก จริงอยู่ว่าภาพรวมในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยดูเหมือนค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นแต่ไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเม็ดเงินจากการออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการเงินของรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกที่ถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบทำให้เม็ดเงินเหล่านั้นไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นภูมิภาคในช่วงสั้น



จากข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่ามาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยณสิ้นเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ราว 12 ล้านล้านบาท หรือลดลงเกือบ 28% จากเดือนธันวาคม 2562 ที่ 16.7 ล้านล้านบาท  (ล่าสุดข้อมูลมาร์เก็ตแคป วันที่ 30 มิถุนายน 2563 อยู่ที่ 14.4 ล้านล้านบาท)  และเมื่อพิจารณามาร์เก็ตแคปของหุ้นในกลุ่ม SET100 ซึ่งเป็นหุ้น 100 อันดับแรกของบริษัทขนาดใหญ่ที่จัดอันดับตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวันในตลาดหุ้นไทยก็ลดลงเช่นกันราว 20% ที่ 9.4 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 จาก 11.8 ล้านล้านบาท ณเดือนธันวาคม 2562 

อย่างไรก็ดี  นายชาญชัยมองว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นจะยั่งยืนหรือไม่องค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและภาวะเศรษฐกิจของประเทศซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเวลานี้ส่งสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจนกำลังการผลิตมีแนวโน้มลดลงตามปริมาณการส่งออกที่ลดลงการท่องเที่ยวที่ซบเซา และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัว 

ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องติดตามปัจจัยต่างๆเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพราะคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเป็นไปในทิศทางใดและผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวต่อการลงทุน

ติดตามรายการเศรษฐกิจ Insight ตอน ส่องมาร์เก็ตแคป บริษัทขนาดใหญ่ของโลก 

เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE